มีนิยายเล่มหนึ่งที่พิมพ์หน้าหนึ่งเป็นสีดำล้วน ไม่มีตัวอักษรสักตัว แล้วอีกไม่กี่สิบหน้าถัดมาก็มีหน้าว่างเปล่า เว้นไว้ให้คนอ่านวาดหน้าตาตัวละครเอาเอง ยังมีหน้าที่พิมพ์ลายหินอ่อน มีบทที่แทนที่ประโยคด้วยดอกจัน และมีเส้นหยึกหยักลากยาวไปทั้งหน้าเพื่ออธิบายว่าเรื่องดำเนินมาถึงไหนแล้ว
เล่มนั้นคือ The Life and Opinions of Tristram Shandy, Gentleman ของ Laurence Sterne ตีพิมพ์ระหว่างปี 1760 ถึง 1769 และตอนนี้มันกลายเป็นชื่อของฟอนต์ Shandy ที่ The Pyte Foundry เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อกลางเดือนสิงหาคม

หนังสือที่เล่นกับการพิมพ์ก่อนใคร
สิ่งที่ทำให้ Tristram Shandy ยังถูกพูดถึงมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นการที่ Sterne ใช้ตัวหนังสือกับหน้ากระดาษเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องเสียเอง เขาเปลี่ยนความยาวของขีด เขาทิ้งหน้าให้ว่าง เขาให้คนอ่านลงมือทำอะไรบางอย่างกับหนังสือ
สมัยนั้นหนังสือถูกวางระเบียบไว้แน่นหนา การทำแบบนี้จึงค่อนข้างบ้า และมันก็เป็นความบ้าที่นักออกแบบทุกวันนี้ยังหยิบมาใช้ได้ตลอด


ฟอนต์ที่ใช้เวลาสิบสองปี
Stefan Ellmer ร่างตัวอักษรชุดนี้ครั้งแรกราวปี 2014 ตอนที่กำลังทำฟอนต์อีกตัวชื่อ Essay Text จากนั้นก็วางทิ้งไว้เฉย ๆ จนถึงปี 2021 ที่มีงานเข้ามา เขาเลยเอามาปรับใช้กับระบบภาพของแกลเลอรี Sperling ก่อนจะกลับไปเกลาต่ออีกหลายปีจนออกเป็นเวอร์ชัน 1.0 ในเดือนสิงหาคม 2026
งานมาสเตอร์ริงเป็นของ Anselm Felter ส่วนระยะห่างระหว่างตัวอักษรทำโดย Igino Marini คนเดียวกับที่เคยเคิร์นให้ DGM Saffron เซริฟเชิงหนาที่ไปจบบนปกอัลบั้ม ซึ่งเป็นชื่อที่เห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในฟอนต์ที่ออกช่วงนี้
สามครอบครัวที่นิสัยไม่เหมือนกัน
Shandy ไม่ได้มาเป็นชุดน้ำหนักยาวเหยียดแบบที่เราคุ้น แต่แบ่งเป็นสามครอบครัวย่อย แต่ละอันมีตัวตรงกับตัวเอียง รวมหกฟอนต์พอดี
Shandy Omni เป็นตัวหลัก คอนทราสต์ต่ำ ปลายเส้นกลม ๆ ที่ทำให้ใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย เซริฟเด่นชัด ตัวเอียงของมันดราม่าพอประมาณ ทางโรงหล่อใช้คำว่าเหนียวหนืดแต่ยังกลืนลงคอ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่แปลกดีแต่เห็นภาพ

Shandy Poly คือตัวที่สนุกที่สุด มันเอารูปร่างตัวอักษรของฟอนต์โมโนสเปซมา คือ M กับ W ที่แคบผิดปกติ i กับ l ที่มีเซริฟยื่นออกทั้งสองข้าง แล้วเอามาจัดระยะใหม่แบบฟอนต์ทั่วไป ผลคือได้ของที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก โรงหล่อเรียกมันตรง ๆ ว่าตัวประหลาดลูกผสม
ส่วน Shandy Mono เป็นตัวความกว้างเท่ากันจริง ๆ แต่ไม่ได้ทำหน้าเรียบเหมือนฟอนต์โค้ด มันยังเก็บความเล่นไว้ครบ เหมือนเครื่องพิมพ์ดีดที่มีอารมณ์


ของเล่นที่ซ่อนอยู่ในไฟล์
ในชุดฟีเจอร์ของมันมีทั้งลิเกเจอร์แบบเลือกใช้ ตัวพิมพ์เล็กแบบสมอลแคป ชุดสไตล์สลับหลายชุด และตัว s ยาวแบบที่ใช้กันในหนังสือศตวรรษที่สิบแปด ตัวที่หน้าตาคล้าย f แล้วทำให้คนสมัยนี้อ่านผิดกันทั้งประโยค
รายละเอียดพวกนี้ไม่ได้ใส่มาเพื่อความถูกต้องทางประวัติศาสตร์อย่างเดียว มันคือปุ่มให้กด ใครจะพิมพ์งานสมัยใหม่ด้วยตัว s ยาวก็ทำได้ ผลลัพธ์จะออกมาแปลกแค่ไหนก็เรื่องของคนใช้

เราชอบที่ฟอนต์ตัวนี้ไม่ได้พยายามทำตัวเป็นของโบราณที่ถูกขัดจนเงา มันหยิบเอานิสัยของหนังสือเล่มหนึ่งมามากกว่าหยิบหน้าตาของมัน คือความกล้าเล่น ความไม่เรียบร้อย และความเชื่อว่าคนอ่านรับมือไหว
ถ้าเอาไปใช้จริง คำถามที่เหลือก็คงเป็นคำถามเดียวกับที่ Sterne น่าจะเจอเมื่อสองร้อยหกสิบปีก่อน ว่าจะเล่นแค่ไหนถึงจะยังเรียกว่าอ่านได้อยู่
ดูสเปซิเมนและรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ The Pyte Foundry
Photo credit: The Pyte Foundry
ของในเว็บที่เข้ากับเรื่องนี้

โปสการ์ด Floral Childlike Art กระดาษแผ่นเดียวที่ยังเหลือที่ว่างให้เขียนเอง เหมือนหน้าเปล่าที่ Sterne ทิ้งไว้ให้คนอ่าน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


