ห่วงเล็ก ๆ ตรงกลางตัว k ถ้าวาดวนต่ออีกหน่อยจะยังอ่านเป็นตัวเดิมอยู่ไหม Diplosopher เริ่มจากคำถามทำนองนี้ แล้วพามันไปไกลกว่าตัวอักษรตัวเดียว จนกลายเป็นฟอนต์ที่ทำให้เราหยุดดูคำคุ้นตาอีกรอบ เพราะบางเส้นเหมือนจะเกินมา แต่พอเอาออก หน้าตาของคำนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย

นี่เป็นงานร่วมกันของ CSTM Fonts กับ M59 โดยมี Ilya Ruderman และ Fabio Pop อยู่เบื้องหลังแนวคิดและการออกแบบ หน้า Future Fonts ระบุรุ่น 0.1 เปิดตัววันที่ 17 มีนาคม 2026 และยังอยู่ระหว่างพัฒนา เราจึงกำลังดูข้อเสนอที่เปิดให้ลองใช้และส่งความเห็นกลับไป มากกว่าชุดรูปทรงที่ปิดคำตอบเรียบร้อยแล้ว
เติมห่วงแล้วต้องคิดใหม่ทั้งชุด
ในบทความของ Tiván Kajta บน Future Fonts จุดเริ่มต้นมาจาก Ruderman สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวาดส่วนที่วนเป็นห่วงของ k ต่อไปอีก แนวคิดนี้ไปเจอกับ Pop แล้วกลายเป็นโจทย์ร่วมกัน ความยากไม่ได้อยู่แค่ทำตัวหนึ่งให้แปลก แต่อยู่ตรงจะพาความแปลกนั้นไปอยู่กับตัวอื่นอย่างไร
ตัว b มีช่องว่างด้านในให้เริ่มคิดต่อได้ทันที แต่ถ้าเป็นตัวที่ไม่มีช่องเลยล่ะ จะเพิ่มอะไรตรงไหน ยิ่งพอทำทั้งชุด เราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่ากำลังอ่านตัวอะไรอยู่ การเพิ่มเส้นเพียงเส้นเดียวอาจทำให้ตัวหนึ่งดูใกล้อีกตัวมากเกินไป ฟอนต์นี้เลยมีงานจัดการความสับสนอยู่ข้างหลังความขี้เล่นด้วย

สิ่งที่เราอยากชวนดูคือช่องว่างที่เส้นพวกนั้นสร้างขึ้น ปกติเราอ่านผ่านมันเร็วมากจนแทบไม่รู้ตัว แต่เมื่อช่องข้างในถูกแบ่งหรือเส้นวกกลับมาอีกครั้ง จังหวะอ่านก็สะดุดนิดหนึ่ง ไม่ถึงกับต้องถอดรหัสทุกคำ แค่รู้สึกว่าตัวหนังสือบนหน้านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ส่งข้อความอย่างเดียว
คำเดิมเปลี่ยนได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนฟอนต์
Diplosopher มีรูปทรงตั้งต้นแบบซานส์ทรงแคบ พร้อมชุดตัวอักษรทางเลือกชื่อ Doubles และ Loops ผ่านฟีเจอร์ OpenType นั่นหมายความว่าคนออกแบบมีอีกชั้นให้เลือก นอกจากขนาดกับความหนา ลองพิมพ์คำเดิมแล้วสลับรูปตัวอักษร เราจะเห็นว่าบุคลิกของคำเปลี่ยนได้มากแค่ไหน โดยยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

ถ้าจะลองกับโปสเตอร์ดนตรี เราอาจเริ่มจากชื่อศิลปินหรือชื่อคืนแสดงสั้น ๆ ก่อน ให้คำหลักมีพื้นที่พอจะเห็นห่วง ส่วนวัน เวลา และสถานที่ใช้ตัวที่อ่านได้ตรงไปตรงมา นี่เป็นข้อเสนอในการจัดหน้า ไม่ใช่ตัวอย่างงานลูกค้าที่ฟอนต์เคยถูกใช้ แต่ช่วยให้คิดต่อได้ว่ารายละเอียดแบบนี้ควรอยู่ตรงไหนของงาน
การเปิดตัวเลือกทุกอย่างพร้อมกันอาจไม่ได้ทำให้คำดีขึ้นเสมอไป บางชื่อมีตัวที่ให้จังหวะสนุกอยู่แล้ว บางชื่อกลับแน่นจนอ่านยาก เราน่าจะลองด้วยคำที่จะใช้จริงก่อน แล้วค่อยดูว่าต้องเว้นพื้นที่รอบคำเพิ่มหรือเปล่า ภาพตัวอย่างฟอนต์ช่วยให้เห็นทิศทาง แต่ไม่ได้รับประกันว่าทุกคำจะให้ผลเหมือนกัน
ความหนากับรูปทรงเป็นคนละเรื่องที่ต้องดู
ชุดนี้มีแกนน้ำหนักแบบ variable และน้ำหนักสำเร็จให้เลือกเก้าระดับ ขณะที่ตัวเลือก Doubles กับ Loops เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเลือกผ่านโปรแกรมที่รองรับ การขยับความหนาจึงไม่ใช่คำสั่งเดียวกับการเปลี่ยนรูปตัวอักษร ถ้าจะเอาไปทำงานจริง ควรลองทั้งสองอย่างกับข้อความชุดเดียวกัน

ตรงนี้ทำให้นึกถึง CoFo Weather ที่เปลี่ยนน้ำหนักโดยรักษาความกว้างตัวอักษร ทั้งสองเรื่องทำให้เราเห็นว่าคำว่า variable ยังบอกพฤติกรรมฟอนต์ได้ไม่หมด ต้องดูต่อว่าแต่ละชุดออกแบบให้เปลี่ยนอะไร และการเปลี่ยนนั้นกระทบงานของเราตรงไหน
อีกเรื่องที่ควรรู้คือรุ่นที่หน้าเว็บระบุรองรับ Extended Latin ส่วนซีริลลิกอยู่ในแผนรุ่นถัดไป และไม่ได้ระบุรองรับภาษาไทย ถ้าจะใช้ทำโปสเตอร์สองภาษา จึงต้องเลือกฟอนต์ไทยมาคู่กัน ลองวางข้อความจริงข้างกันแล้วดูน้ำหนักรวมกับความสูงที่มองเห็น อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อขนาดตัวเลขเท่ากันอย่างเดียว

พอดู Diplosopher แล้ว เราอาจกลับไปมองตัว k ธรรมดานานขึ้นอีกนิด เส้นที่เคยคิดว่าจำเป็นต้องจบตรงนั้น อาจมีที่ให้เดินต่อได้อีก โดยที่คนอ่านยังจำมันได้อยู่
ติดตามงานและลองตัวอักษรได้ที่ Diplosopher โดย CSTM Fonts และ M59 บน Future Fonts
อ้างอิง: ข้อมูลฟอนต์และบันทึกรุ่น 0.1 และ Diplosopher Doubles Down โดย Tiván Kajta ข้อเสนอเรื่องการจัดหน้าเป็นความเห็นของผู้เขียน
Photo credit: CSTM Fonts และ M59 ผ่าน Befonts · ภาพสินค้าจากร้าน Portjolio
ของจากร้านที่เข้ากับเรื่องการลองทำ

Inspo Gone Creativity Tee เป็นของอีกชิ้นที่พาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ออกมาอยู่บนสิ่งที่เราใส่ได้ในวันธรรมดา
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


