ตอนเปิด Apple TV ขึ้นมา จะมีโลโก้วิ่งผ่านหน้าจอไปแวบหนึ่ง แสงลากผ่านตัวอักษรเหมือนของที่มีน้ำหนักจริง แล้วก็หายไป เร็วมากจนไม่มีใครหยุดดู และถ้าถามคนสิบคนว่ามันทำจากอะไร เก้าคนคงตอบว่า CG ทั้งที่ Optical Arts ถ่ายมันมาจริง ๆ

แก้วจริง ไฟจริง กล้องหนึ่งตัวในสตูดิโอที่ลอนดอน ทุกอย่างที่เห็นถูกถ่ายมาหน้ากล้อง แล้วค่อยไปเก็บรายละเอียดในโพสต์ทีหลัง

โลโก้ Apple TV ที่ Optical Arts ถ่ายด้วยแก้วจริงและไฟจริงหน้ากล้อง
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

สตูดิโอที่เก่ง CG แต่เลือกไปยืนหลังกล้อง

Optical Arts เป็นสตูดิโอโมชันกับ CGI ในลอนดอน ลูกค้าคือ Apple, Channel 4, Nike, Dyson แล้วก็ Telstra เครือข่ายมือถือใหญ่สุดของออสเตรเลีย งานที่ผ่านมามีตั้งแต่แอนิเมตเซลล์มะเร็ง โต๊ะทำงานเป่าลม ไปจนถึงการค่อย ๆ แกะผ้าโพกผมออกทีละชั้น

คนคุมทิศทางคือ Fabrice Le Nezet กับ Joe Jackson สองคนนี้อยู่ในจุดที่แปลกดี คือมีเครื่องมือดิจิทัลครบมือ ทำอะไรก็ได้ในคอมพิวเตอร์ แต่กลับเลือกเอาของจริงมาตั้งหน้ากล้องอยู่เรื่อย

Joe พูดตรง ๆ ว่า "ผมทึ่งกับสิ่งที่ศิลปินสร้างได้จากหน้าจอเปล่า ๆ และกับอิสระที่ไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ แต่ผมสบายใจที่สุดเวลาอยู่ในสตูดิโอกับวัตถุจริง พื้นผิว กล้อง และแสง"

งานทดลองชุด Mutate ของ Optical Arts วัตถุค่อย ๆ เปลี่ยนรูปหน้ากล้อง
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

งาน Channel 4 ที่ไม่มีใครรู้ว่าคนอื่นทำอะไรอยู่

งานที่ Fabrice บอกว่าพิเศษกับเขาที่สุดคือไอเดนต์ชุดใหม่ของ Channel 4 ทำร่วมกับ 4Creative, Art Practice และ Lovesong ธีมรวมของโปรเจกต์คือ identity, love, release, system และ the land ส่วนที่ Optical Arts รับไปมีสี่ฉาก ห้องที่แตกละเอียด สารเคมี การตามรอยดิจิทัล และคลังสินค้าหุ่นยนต์

ทั้งงานมีลูปทั้งหมด 25 ชิ้น จากครีเอทีฟ 17 คน แล้วเอามาต่อกันเป็นไอเดนต์ตัวแม่

"ในบรรดางานคอมเมอร์เชียลทั้งหมดที่ผมเคยทำ งานของ Channel 4 ยังพิเศษกับผมเป็นพิเศษ ในฐานะผู้กำกับ มันหายากมากที่จะได้ทำงานชิ้นเดียวกันร่วมกับผู้กำกับคนอื่น" Fabrice เล่า

เขาบอกว่าตอนแรกกลัวว่างานจะออกมากระท่อนกระแท่น เพราะแต่ละคนทำส่วนของตัวเองโดยแทบไม่รู้ว่าคนอื่นทำอะไร ผลคือกลับกัน "การวางเสียงที่ต่างกันไว้ข้างกันนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้สวย" พอเห็นตัวจบพร้อมเสียงบรรยาย เขาบอกว่ามันลึกและสะเทือนใจกว่าที่คิดไว้เยอะ

ฟองน้ำในงานชุด Odyssey ของ Optical Arts ถ่ายเป็นการศึกษาพื้นผิว
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

เวลาว่างระหว่างงานลูกค้า

ระหว่างงานคอมเมอร์เชียล สตูดิโอแอบใช้ช่องว่างที่เหลือทำงานของตัวเอง Joe เรียกมันว่าการศึกษาพื้นผิว ออกมาเป็นชุด Ignis, Odyssey และ Order in Space ไม่มีลูกค้า ไม่มีบรีฟ มีแค่ของ แสง กับกล้อง

"ผมตื่นเต้นกับบรีฟที่มีโจทย์ให้แก้ และมีเวลาให้ค้นคว้าหาทางออก ซึ่งเป็นความฟุ่มเฟือยที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับครีเอทีฟทุกคน" Joe บอก

งานชุด Ignis ของ Optical Arts การศึกษาพื้นผิวด้วยแสงและวัตถุจริง
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

อีกเรื่องที่เราชอบคือวิธีหาเรฟ สตูดิโอตั้งใจไม่ไปเดินหาแรงบันดาลใจในที่ที่ทุกคนไปกัน เพราะรู้ว่าถ้าเปิดฟีดเดียวกันก็จะเห็นภาพชุดเดียวกับที่คนทั้งวงการเห็น เขาเลยไปดูภาพเขียนเก่า ประติมากรรม หนัง กับงานภาพประกอบแทน

สำหรับงาน Channel 4 Fabrice ไปดูคลังสินค้าอัตโนมัติ ฟุตเทจเซลล์ใต้กล้องจุลทรรศน์ และซอฟต์แวร์ตามรอยฝูงชน "ผมชอบดูภาพที่ไม่ได้ถูกทำขึ้นมาเพื่อความสวยงาม แล้วพยายามดึงความงามที่มันมีอยู่ในตัวออกมาสร้างเป็นภาษาภาพ" เขาบอก ส่วนงานชุดทดลองไปหยิบแนวคิดโรงหนังของ Hiroshi Sugimoto กับภาพถ่ายเชิงวิทยาศาสตร์ของ Berenice Abbott มาใช้

งานภาพเคลื่อนไหวของ Optical Arts ที่ทำให้ร้าน The Clove Club ถ่ายจากวัตถุจริง
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

ไฟสามดวงที่เหลือดวงเดียว

ประโยคที่ติดหัวเราที่สุดมาจาก Joe ตอนอธิบายว่าสตูดิโอตัดสินใจยังไง

"สำหรับเรา การทำให้งานรู้สึกจับต้องได้และมีฐานอยู่บนความจริงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกองค์ประกอบต้องมีเหตุผลที่จะอยู่ตรงนั้น การเคลื่อนกล้องมีไว้เพื่อขับเน้น ไม่ใช่เพื่อปิดบัง ไฟสามดวงลดเหลือดวงเดียวที่วางอย่างคิดมาแล้วได้"

เขาปิดท้ายว่าในสภาพที่ทุกอย่างแย่งความสนใจเราหมด ความเรียบง่ายมีความงามของมัน รวมถึงการตัดต่อที่ยอมค้างช็อตไว้นานอีกนิด และไอเดียที่บังคับให้คนดูต้องออกแรงคิดหน่อยว่ากำลังดูอะไรอยู่

วัตถุที่ถูกบิดผิดรูปในงานทดลองของ Optical Arts
ภาพ: Optical Arts via It's Nice That

เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงช่างภาพที่เลือก เปิดหน้ากล้องค้างไว้สามสิบวินาทีจนม้าหมุนกลายเป็นจานบิน คือหลักการเดียวกัน ปล่อยให้กล้องกับของจริงทำงานของมัน แล้วเราแค่ตัดสินใจว่าจะยืนตรงไหน

สิ่งที่ Optical Arts ทำไม่ได้แปลว่า CG ไม่ดี พวกเขาเองก็ทำ CG เก่ง ประเด็นคือตอนนี้การเลือกไปตั้งกล้องหน้าแก้วจริงกลายเป็นการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกแล้ว และการตัดสินใจนั้นทิ้งร่องรอยไว้ในภาพที่คนดูรู้สึกได้ ถึงจะบอกไม่ถูกว่ารู้สึกจากอะไร

อ้างอิง: It's Nice That บทสัมภาษณ์ Fabrice Le Nezet และ Joe Jackson โดย Paul Moore เผยแพร่ 2 กันยายน 2026

Photo credit: Optical Arts via It's Nice That


ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Blue Pinstripe Cup แก้วเซรามิกลายเส้นสีน้ำเงิน

Blue Pinstripe Cup ของจริงที่มีน้ำหนัก มีผิว และสะท้อนแสงคนละแบบทุกครั้งที่ขยับ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่สตูดิโอนี้ตามหาอยู่หน้ากล้อง

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด