ในห้องมืดห้องหนึ่ง มีแขนหุ่นยนต์สีขาวยกโครงเหล็กทรงหลายเหลี่ยมที่ติดไฟตามมุมค้างไว้กลางอากาศ ข้างในโครงมีกล่องใสใบเล็ก และในกล่องนั้นมีเห็ดนางรมสีชมพูกำลังโตอยู่จริงๆ งานชิ้นนี้ชื่อ MycoGravity คนดูที่เดินผ่านส่วนใหญ่หยุด ไม่ใช่เพราะหุ่นยนต์ แต่เพราะเห็ด

คนทำคือ Amir Bastan, Noor Stenfert Kroese และ Johannes Braumann จากกลุ่ม Creative Robotics มหาวิทยาลัยศิลปะเมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย โจทย์ของพวกเขาสั้นกว่าที่คิด คือถ้าเห็ดไม่รู้ว่าข้างบนอยู่ทางไหน มันจะโตออกมาหน้าตาแบบไหน
รูปทรงของเห็ด คือคำตอบของคำถามว่าล่างอยู่ไหน
เราไม่ค่อยคิดกันว่าเห็ดต้องรู้ทิศ แต่มันรู้ ก้านเห็ดดันตัวสวนแรงโน้มถ่วงขึ้นมา แล้วค่อยกางหมวกออกด้านข้าง เพื่อให้สปอร์ที่อยู่ใต้หมวกร่วงลงพื้นได้ตรงๆ หน้าตาเห็ดที่เราเห็นจนชินตาตั้งแต่เด็ก จริงๆ แล้วมันคือคำตอบของโจทย์ข้อเดียว ว่าพื้นอยู่ตรงไหน
ทีนี้ถ้าเราเอาโจทย์ข้อนั้นออกไปล่ะ

ทีมเลยเอาถาดเพาะเห็ดไปติดไว้บนแขนหุ่นยนต์ KUKA Iontec รุ่น K30R2100 แล้วสั่งให้มันขยับตลอดเวลา ไอเดียนี้ยืมมาจากเครื่องที่ NASA ใช้ ชื่อ random positioning machine เป็นเครื่องที่หมุนตัวอย่างไปเรื่อยๆ แบบไม่ซ้ำทิศ เพื่อหลอกให้สิ่งมีชีวิตข้างในรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ทั้งที่ยังอยู่บนโลกนี่แหละ
เห็ดในกล่องเลยเจอสภาพที่ทุกครึ่งชั่วโมงข้างบนย้ายที่ ตอนแรกก้านชี้ไปทางนี้ สักพักทางนี้กลายเป็นข้างล่าง มันก็ต้องเริ่มใหม่

ในกล่องนั้นมีอะไรบ้าง
กล่องเพาะไม่ได้เป็นแค่กล่อง ข้างในมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น คาร์บอนไดออกไซด์ แสง และการเคลื่อนไหว มีเครื่องทำความชื้น มีไฟปลูก มีกล้อง และมีเข็มขั้วไฟฟ้าเล็กๆ ปักลงไปในเส้นใยเห็ดเพื่ออ่านสัญญาณไฟฟ้าชีวภาพที่มันส่งออกมา
ข้อมูลทั้งหมดวิ่งผ่านไวไฟไปที่เซิร์ฟเวอร์ แล้วเซิร์ฟเวอร์ก็เอาไปปรับสองอย่าง คือสภาพอากาศในกล่อง กับท่าทางของหุ่นยนต์
อ่านถึงตรงนี้แล้วลองคิดตามดู เห็ดส่งสัญญาณออกมา หุ่นยนต์ขยับตาม เห็ดเจอทิศใหม่ก็โตต่างออกไป แล้วส่งสัญญาณชุดใหม่ออกมาอีก มันเป็นวงกลมที่ไม่มีใครเป็นคนสั่งอยู่ฝ่ายเดียว

ใครเป็นคนออกแบบรูปทรงนี้กันแน่
เห็ดที่โตออกมาไม่เหมือนเห็ดในตลาด หมวกมันบิด ซ้อนกันเป็นชั้น งอกไปคนละทาง ดูแล้วเหมือนงานปั้นมากกว่าของกิน แล้วคำถามที่ตามมาคือ ตกลงใครทำหน้าตาแบบนี้ขึ้นมา
ทีมออกแบบไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าหมวกต้องเอียงกี่องศา เขาแค่วางเงื่อนไขไว้ แล้วปล่อยให้ระบบกับสิ่งมีชีวิตคุยกันเอง ผลลัพธ์เลยเป็นของที่ไม่มีใครสเก็ตช์ไว้ก่อน
วิธีคิดแบบนี้เราเจอบ่อยขึ้นในงานสายนิวมีเดีย ก่อนหน้านี้เราเคยเขียนถึง After Tone งานที่เรียงลำโพง 56 ตัวเป็นวงเมอบิอุส ซึ่งก็อยู่ในตระกูลเดียวกัน คือคนทำวางกติกาแล้วถอยออกมา ที่เหลือปล่อยให้มันเดินของมันไป ต่างกันแค่ MycoGravity เอาสิ่งมีชีวิตจริงๆ เข้ามาเป็นตัวแสดงด้วย

งานนี้จัดแสดงที่เทศกาล Ars Electronica เมืองลินซ์ เมื่อปี 2025 ทำร่วมกับ KUKA CEE และ Mushroom Research Center Austria และเป็นชิ้นหนึ่งในงานวิจัยชุดยาวของทีม ที่พยายามหาว่าเห็ด เซ็นเซอร์ และหุ่นยนต์ จะอยู่ในระบบเดียวกันได้แค่ไหน
ส่วนที่เราชอบคือมันไม่ได้พยายามทำให้หุ่นยนต์ดูฉลาด และไม่ได้ทำให้เห็ดดูน่ารัก มันแค่เอาสองอย่างที่ทำงานคนละจังหวะกันมาผูกไว้ด้วยกัน หุ่นยนต์ตอบสนองเป็นวินาที เห็ดตอบสนองเป็นวัน คนที่ยืนดูจะเห็นแค่ท่าทางช้าๆ ของแขนกล ส่วนอีกฝั่งของบทสนทนาต้องกลับมาดูอีกทีในอาทิตย์หน้า

เห็ดพวกนี้ไม่ได้ผิดปกติ มันแค่โตตามข้อมูลที่มันได้รับ เหมือนที่เห็ดในป่าโตตามข้อมูลของมัน ต่างกันแค่ข้อมูลชุดนี้มีคนเป็นคนตั้งให้ แล้วถ้าข้อมูลที่เราให้กับสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แบบนี้ รูปทรงของอะไรอีกบ้างที่กำลังเปลี่ยนตามโดยที่เรายังไม่ทันสังเกต
ที่มา: CreativeApplications.Net · Creative Robotics มหาวิทยาลัยศิลปะลินซ์ · จัดแสดงที่ Ars Electronica 2025 ร่วมกับ KUKA CEE และ Mushroom Research Center Austria
ช่องทางของผู้สร้าง: Amir Bastan · Noor Stenfert Kroese · Creative Robotics
Photo credit: Creative Robotics, University of Arts Linz via CreativeApplications.Net
ชวนดูของในเว็บ

Sunny Scallop Bowl ชามขอบหยักที่แต่ละหยักไม่เท่ากันเป๊ะ เพราะมือคนปั้นเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่แม่พิมพ์ อยู่ในตระกูลเดียวกับของที่รูปทรงเกิดจากกระบวนการมากกว่าจากแบบร่าง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


