ขับรถผ่านเมืองเกียวดะ จังหวัดไซตามะ ตอนนี้แล้วชะโงกมองนาข้างทาง คุณจะไม่เห็นอะไรเลย เห็นแค่ต้นข้าวเขียว ๆ มีแถบสีม่วงสีเหลืองแทรกเป็นลายมั่ว ๆ ต้องขึ้นลิฟต์ไปยืนบนหอคอยสูงห้าสิบเมตรก่อน ภาพถึงจะประกอบร่างขึ้นมา แล้วสิ่งที่โผล่มาเต็มทุ่งปีนี้คือหน้าครีปเปอร์

ศิลปะนาข้าว หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า tanbo art คือการปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ที่ใบสีต่างกันลงไปในนาผืนเดียว ให้มันโตขึ้นมาเป็นภาพ เกียวดะทำเรื่องนี้มาหลายปีจนถือสถิติกินเนสส์ว่าเป็นศิลปะนาข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปีนี้เขาเลือกจับมือกับ Minecraft
ที่นาผืนนั้นกว้างประมาณ 180 คูณ 165 เมตร ใช้ข้าวสี่สายพันธุ์สี่สี คนพันคนลงไปปักดำกันสองวันในเดือนมิถุนายน ภาพที่ออกมามีทั้งสตีฟ อเล็กซ์ ม็อบตัวเล็ก ๆ หน้าครีปเปอร์ก้อนใหญ่ แล้วก็หอคอยเกียวดะที่วาดเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมยืนอยู่ตรงกลาง
สองสถิติโลกมาเจอกันในนา
เรื่องที่เราชอบคือเหตุผลที่เขาจับคู่กัน Minecraft ถือสถิติกินเนสส์ในฐานะเกมที่ขายดีที่สุดในโลก เกียวดะถือสถิติกินเนสส์ในฐานะนาข้าวที่วาดภาพใหญ่ที่สุด สองอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยนอกจากคำว่าใหญ่ที่สุดเหมือนกัน แต่พอเอามาชนกันแล้วมันดันเข้ากันดีกว่าที่คิด

เพราะ Minecraft คือเกมที่ให้คุณสร้างโลกทั้งใบด้วยการวางก้อนทีละก้อน ไม่มีแปรง ไม่มีเส้นโค้ง มีแต่หน่วยสี่เหลี่ยมที่เอามาต่อกัน ส่วนนาข้าวก็ทำงานแบบเดียวกันเป๊ะ ต่างกันตรงที่ก้อนของมันคือกล้าข้าวที่คนก้มลงไปปักด้วยมือทีละต้น
พิกเซลเดินทางออกจากจอไปหลายทางแล้ว เคยไปอยู่บนผนัง เคยไปอยู่บนกระเบื้อง เราเคยเขียนถึง งานของยูสุเกะ ชิเกตะที่เอาพิกเซลไปฝังลงในหิน มาแล้ว แต่รอบนี้มันไปอยู่ในของที่กินได้ ของที่ต้องรดน้ำ ของที่ถ้าฝนไม่ตกก็จบเห่
ภาพที่ต้องวาดให้เบี้ยวไว้ก่อน
งานแบบนี้มีข้อจำกัดที่คนดูมักมองข้าม คนดูไม่ได้ลอยอยู่เหนือหัวนาพอดี แต่ยืนอยู่บนหอคอยที่อยู่ข้าง ๆ แล้วมองเฉียงลงมา ถ้าวาดภาพตรง ๆ ตามสัดส่วนจริง สิ่งที่ตาเห็นจะแบนและกดลงมาจนดูไม่ได้
คนทำเลยต้องยืดภาพให้ผิดสัดส่วนตั้งแต่ตอนวางผัง ส่วนที่อยู่ไกลจากหอคอยต้องดึงให้ยาวกว่าความจริง เพื่อให้พอมองจากมุมเดียวที่ถูกต้อง มันถึงจะกลับมาได้สัดส่วน แปลว่าถ้าคุณเอาโดรนบินขึ้นไปถ่ายจากตรงหัวจริง ๆ ภาพจะดูเพี้ยน ความถูกต้องของงานนี้ผูกอยู่กับจุดยืนจุดเดียว

แล้วหอคอยที่เป็นจุดยืนนั้นก็ถูกวาดลงไปในภาพด้วย เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมตั้งอยู่กลางทุ่ง คุณยืนอยู่ในของที่กำลังดูอยู่ ซึ่งเป็นมุกที่เข้ากับเกมที่คนเล่นสร้างโลกแล้วเดินเข้าไปอยู่ในโลกนั้นเองพอดี
ภาพที่มีวันหมดอายุ
อีกอย่างที่ทำให้งานนี้ไม่เหมือนภาพวาดคือมันไม่หยุดนิ่ง สีของภาพเปลี่ยนไปเรื่อยตามที่ข้าวโต ตอนต้นฤดูสียังจาง พอถึงกลางเดือนกรกฎาคมสีถึงจะเข้มจนเห็นชัดที่สุด แล้วพอเข้าฤดูเก็บเกี่ยว สีก็จะเริ่มเปลี่ยนอีกรอบ ก่อนที่ทั้งภาพจะถูกเกี่ยวไปเป็นข้าวสาร

เราว่าตรงนี้แหละที่มันต่างจากงานอาร์ตติดตั้งทั่วไป เพราะนี่คือนาจริงที่ต้องให้ผลผลิตจริง ภาพไม่ได้เป็นเป้าหมายเดียวของที่ดินผืนนั้น มันเป็นของแถมที่มาพร้อมกับงานที่ต้องทำอยู่แล้ว พอหมดหน้า ภาพก็หายไปตามหน้าที่ของนา ปีหน้าจะมีภาพใหม่ก็ต้องปักกันใหม่หมด

ฝั่งการท่องเที่ยวเมืองเขาก็ไม่ได้ปิดบังว่าอยากได้คนมาเที่ยว หอคอยเก็บค่าขึ้น 400 เยน นั่งรถไฟจากโตเกียวมาเช้าเย็นกลับได้สบาย และการเลือกเกมที่เด็กทั้งประเทศเล่นก็เป็นการเลือกที่ตรงไปตรงมามาก แต่ความตรงไปตรงมานั้นไม่ได้ทำให้ตัวงานอ่อนลง เพราะวิธีทำมันยังยากเท่าเดิม และยังต้องพึ่งคนพันคนที่ยอมลงไปยืนในโคลนอยู่ดี

สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวเราหลังดูภาพชุดนี้จบคือคำถามว่าเราให้ค่ากับงานที่อยู่ได้แค่สามเดือนยังไง ถ้าภาพเดียวกันนี้ถูกพ่นลงบนกำแพงคอนกรีต มันคงถูกเรียกว่างานสตรีทอาร์ต มีคนมาถ่ายรูป มีคนมาเถียงกันเรื่องลิขสิทธิ์ พอมันโตขึ้นมาจากดินแล้วถูกเกี่ยวทิ้งตามฤดู เรากลับเรียกมันว่ากิจกรรมของเมือง ทั้งที่แรงที่ลงไปอาจจะมากกว่า
ข้อมูล: เมืองเกียวดะ จังหวัดไซตามะ, Spoon & Tamago, Chocotabi Saitama
Photo credit: เมืองเกียวดะ via Spoon & Tamago, Chocotabi Saitama
ชวนดูของในเว็บ

สติกเกอร์ Portcha Set 1 ของเล็ก ๆ ที่ต้องเอามาวางเรียงเองถึงจะกลายเป็นภาพที่เราอยากได้ คนละสเกลกับนาข้าว แต่วิธีคิดคล้ายกัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


