เสียงมันสั้นมาก สั้นจนถ้าไม่ตั้งใจฟังก็คิดว่าเป็นเสียงอะไรสักอย่างในตึกที่ดังขึ้นมาเอง แต่พอมันดังอีกทีถัดไปทางขวา แล้วดังอีกทีถัดไปอีก เราถึงรู้ว่ามันไม่ได้อยู่กับที่ มันกำลังเดิน
งานชิ้นนี้ชื่อ After Tone เป็นงานติดตั้งเสียงของ Yingjie Bei ที่เอาลำโพงห้าสิบหกตัวมาเรียงต่อกันเป็นวงเมอบิอุส แล้วปล่อยเสียงสั้น ๆ เสียงเดียววิ่งไล่ทีละตัวไปตามวงนั้น ไม่มีเพลง ไม่มีท่อนฮุก มีแค่จุดเสียงจุดเดียวที่เคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ

วงที่ไม่มีด้านใน ไม่มีด้านนอก
วงเมอบิอุสคือแถบยาว ๆ ที่บิดครึ่งรอบก่อนจะเอาปลายสองข้างมาต่อกัน ผลที่ได้คือรูปทรงที่มีหน้าเดียว ถ้าเราเอานิ้วลากไปตามผิวของมัน นิ้วจะวนกลับมาที่จุดเดิมโดยไม่เคยข้ามขอบเลยสักครั้ง เป็นของเล่นทางคณิตศาสตร์ที่คนเห็นบ่อยจนชิน
ที่ไม่ค่อยมีใครทำคือการเอามันมาใช้เป็นรางเดินเสียง พอลำโพงเรียงอยู่บนวงแบบนี้ เสียงที่วิ่งผ่านทีละตัวก็เลยไม่มีทางไปถึงจุดจบ มันไม่ได้วิ่งจากซ้ายไปขวาแล้วหยุด มันวิ่งจนกลับมาเจอตัวเอง แล้ววิ่งต่อ
เราว่าจุดที่งานนี้ทำได้ดีคือมันเปลี่ยนเสียงให้กลายเป็นของที่มองเห็นรูปทรงได้ ปกติเราฟังเสียงแล้วนึกภาพไม่ออกหรอกว่ามันอยู่ตรงไหนของห้อง แต่พอมีร่างของวงเมอบิอุสวางอยู่ตรงหน้า หูกับตาก็เริ่มทำงานพร้อมกัน เราได้ยินเสียงแล้วรู้เลยว่ามันอยู่ช่วงไหนของวง กำลังจะไปทางไหนต่อ

ไม่มีอะไรถูกซ่อน
อีกเรื่องที่สังเกตได้ตั้งแต่รูปแรกคืองานนี้ไม่ปิดอะไรเลย โครง สายไฟ แผงวงจร ลำโพงเปลือย ๆ ทุกอย่างโชว์หมด ไม่มีตู้ ไม่มีฝาครอบ ไม่มีการทำให้ดูเรียบร้อยกว่าที่มันเป็น
การเปิดไส้ให้ดูแบบนี้กำลังกลับมาในงานออกแบบหลายสาย ตั้งแต่ของใช้บนโต๊ะอย่าง เครื่องเขียนใสของ KOKUYO ที่ยอมเปิดกลไกข้างในให้ดู ไปจนถึงงานติดตั้งขนาดห้อง เหตุผลอาจจะต่างกัน แต่ผลลัพธ์คล้ายกันคือคนดูได้เห็นว่าของชิ้นนี้ทำงานยังไง ไม่ต้องเดา
ในกรณีของ After Tone มันจำเป็นด้วยซ้ำ เพราะถ้าเอาอะไรมาคลุมไว้ เราจะไม่รู้เลยว่าเสียงที่วิ่งอยู่นั้นวิ่งผ่านอะไรบ้าง การเห็นลำโพงทีละตัวคือสิ่งที่ทำให้เรานับได้ว่าเสียงเดินทางไปถึงไหนแล้ว

เวลาที่ถูกดัดให้เป็นวง
Bei เขียนถึงงานชิ้นนี้ว่าเป็นการทดลองเรื่องการเกิดซ้ำและการรับรู้ ฟังดูเป็นคำใหญ่ แต่พอไปยืนอยู่ในห้องนั้นจริง ๆ มันน่าจะเข้าใจง่ายกว่าที่คิด
เวลาที่เราคุ้นเคยคือเส้นตรง มีต้น มีปลาย มีนาฬิกาบอกว่าตอนนี้กี่โมง แต่เสียงที่วิ่งบนวงเมอบิอุสไม่มีต้นไม่มีปลาย สิ่งเดียวที่บอกว่าเวลาผ่านไปแล้วคือตำแหน่งของเสียงที่ขยับ ถ้าเรามัวคิดเรื่องอื่นแล้วหันกลับมาฟังใหม่ เราจะไม่รู้เลยว่ามันวนไปกี่รอบแล้ว
ตรงนี้แหละที่งานเริ่มทำอะไรกับคนดู เพราะการจะรู้ว่ามันวนไปกี่รอบ เราต้องยืนนิ่งพอจะนับ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้ทำได้ยากมาก

ของเล่นที่ทำมาจากความอยากรู้
Yingjie Bei ทำงานหลายอย่างมาก ในหน้าผลงานของเขามีทั้งงานเสียง งานอินเทอร์แอกทีฟ ต้นแบบเครื่องกลแปลก ๆ ไปจนถึงงานกราฟิกและงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ชื่องานอย่าง 100 Clapping Machines หรือ Phantom Power บอกอารมณ์ได้ประมาณหนึ่งว่าเขาสนุกกับการทำเครื่องที่มีหน้าที่เดียว แล้วทำให้มันทำหน้าที่นั้นอย่างจริงจังจนเกินเหตุ
After Tone ก็อยู่ในตระกูลเดียวกัน มันไม่ได้พยายามเป็นดนตรี ไม่ได้พยายามเล่าเรื่อง มันแค่พาเสียงหนึ่งเสียงไปเดินบนเส้นทางที่ไม่มีทางออก แล้วปล่อยให้เราเป็นคนตัดสินเองว่าจะอยู่ฟังนานแค่ไหน

งานแนวนี้มักถูกมองว่าเข้าถึงยาก เพราะไม่มีอะไรให้ถ่ายรูปแล้วสวยทันที ไม่มีสีจัด ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวหวือหวา แต่ถ้าให้เวลามันสักหน่อย สิ่งที่ได้กลับมาคือความรู้สึกที่แปลกดี คือรู้ว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นรอบตัวเรา และมันจะเกิดต่อไปแม้เราจะเดินออกจากห้องไปแล้ว

เราชอบที่มันไม่มีตอนจบให้รอ ถ้าไม่มีตอนจบ การอยู่ต่อกับการเดินออกก็มีค่าเท่ากัน เหลือแค่ว่าตอนนี้เราอยากอยู่ตรงไหน
ดูผลงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของศิลปิน yingjiebei.com
Photo credit: Yingjie Bei
ชวนดูของในเว็บ

FINAL V1 SD Holder Keychain (1-Slot) ของชิ้นเล็กที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เดียวให้ดี ในอารมณ์เดียวกับเครื่องที่ไม่ปิดบังว่าตัวเองทำงานยังไง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


