ในเครื่องมีโฟลเดอร์ที่ชื่อประมาณว่า "งานเก่า" อยู่แน่ๆ ข้างในมีไฟล์ที่สแกนไว้ความละเอียดสูงพอจะพิมพ์ใหญ่ได้ มีงานที่เคยลงไอจีแล้วมีคนคอมเมนต์ว่าอยากได้เป็นภาพติดผนัง มีไฟล์ที่เราเองยังชอบอยู่เลยแต่มันไม่เคยออกไปไหนนอกจากอยู่ในเครื่อง
เรื่องที่ทำให้ไม่ได้เริ่มสักที มักไม่ใช่ตัวงาน แต่เป็นงานจิปาถะรอบๆ งาน ต้องหาร้านพิมพ์ ต้องเลือกกระดาษ ต้องตัดสินใจว่าจะขายกี่ไซซ์ ต้องคิดว่าค่าส่งซองแข็งเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน แล้วพอมีคนสั่งจริงก็วนกลับไปที่เดิมคือพิมพ์ราคาซ้ำในแชท ส่งเลขบัญชี รอสลิป จดที่อยู่ใส่โน้ตในมือถือ ขายได้ห้าใบแต่เหนื่อยเท่าทำงานทั้งวัน
บทความนี้ไล่ทีละขั้นจากการกดใช้ระบบจริงบน Portjolio ตั้งแต่เตรียมของ ลงงานพิมพ์ชิ้นแรก ตั้งค่าส่ง จนถึงวันที่เงินเข้าบัญชี ตรงไหนที่ระบบยังไม่ได้ทำให้ ก็จะบอกไว้ตรงนั้นเหมือนกัน
เตรียมของให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปหาที่ขาย
ก่อนจะไปสมัครอะไร เอาไฟล์ออกมาดูก่อนว่ามีอะไรพิมพ์ได้จริงบ้าง เกณฑ์ง่ายๆ คือไฟล์ต้องความละเอียดพอสำหรับขนาดที่จะขาย งานสแกนหรืองานดิจิทัลที่ตั้งไว้ 300 dpi ตั้งแต่แรกจะสบายใจที่สุด ส่วนงานที่ถ่ายด้วยมือถือแล้วเอามาพิมพ์ใหญ่ ต้องยอมรับว่าเห็นเกรนแน่นอน
เรื่องไซซ์ อย่าเพิ่งเปิดมาที่ A2 ขนาดที่ขายง่ายที่สุดสำหรับคนเริ่มต้นคือของเล็กที่ส่งถูกและคนกดซื้อได้โดยไม่ต้องคิดนาน ดูตัวอย่างจริงอย่าง ชุดโปสการ์ด Floral Childlike Art ของร้าน Naive Flora Tattoo ที่ขายขนาด A6 คือ 10.5 x 14.8 ซม. ราคา 119 บาท ในหน้าสินค้าเขาเขียนไว้ชัดว่าเป็นกระดาษผิวด้าน งานพิมพ์สไตล์ภาพพิมพ์ สีแบนเป็นแผ่น เห็นเนื้อเกรนของกระดาษ คนอ่านจบแล้วรู้เลยว่าจะได้อะไร
แล้วพิมพ์ทดสอบหนึ่งใบก่อนเสมอ สีบนจอกับสีบนกระดาษคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะพวกสีส้มสด สีฟ้าอมเขียว ที่จอแสดงได้แต่หมึกทำไม่ได้ ใบทดสอบใบนั้นเอาไว้ถ่ายรูปลงขายได้ด้วย
สุดท้ายคือนับต้นทุนต่อใบให้ครบ ค่าพิมพ์ กระดาษแข็งกันงอ ซองกันน้ำ เทปกาว แล้วบวกเวลาที่เราต้องนั่งแพ็คกับเดินไปส่งด้วย ตัวเลขนี้จะได้ใช้ตอนตั้งราคา ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะตั้งเท่าไหร่ อ่าน วิธีตั้งราคางานศิลปะที่ไม่ขาดทุน ต่อได้
ขาย art print ที่ไหนดี ถ้าดูจากของที่มีอยู่จริงตอนนี้
ทางที่คนทำงานพิมพ์ใช้กันจริงมีอยู่สามแบบ แต่ละแบบแลกกันคนละอย่าง
แบบแรกคือขายในไอจีหรือเฟซบุ๊กเหมือนเดิม ข้อดีคือคนที่ตามเราอยู่แล้วเห็นทันที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ข้อเสียคือทุกออเดอร์เป็นงานมือหมด ตั้งแต่ตอบราคาจนถึงไล่หาว่าใครโอนแล้ว และพอโพสต์เลื่อนหายไปสามวัน งานชิ้นนั้นก็เหมือนไม่เคยมีอยู่
แบบที่สองคือแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ทำ print on demand ให้เสร็จสรรพ ข้อดีคือไม่ต้องพิมพ์เอง ไม่ต้องแพ็คเอง ข้อเสียคือส่วนแบ่งที่เหลือถึงมือมักน้อยกว่าที่คิด การถอนเงินกลับบัญชีไทยยุ่งกว่าที่โฆษณา และคนซื้อในไทยต้องจ่ายค่าส่งข้ามประเทศ
แบบที่สามคือมีหน้าร้านของตัวเองบนแพลตฟอร์มที่ทำระบบให้ครบ แต่เรายังเป็นคนพิมพ์และส่งเอง ข้อดีคือคุมคุณภาพงานพิมพ์ได้เอง ได้ลิงก์เดียวที่ส่งให้ใครก็ได้ มีตะกร้า มีที่อยู่จัดส่ง มีที่เก็บออเดอร์ ข้อเสียคือเราต้องพาคนมาที่ร้านเองอยู่ดี แพลตฟอร์มไม่ได้เสกคนซื้อให้
ที่เหลือของบทความนี้ไล่ตามแบบที่สาม เพราะเป็นแบบที่คนขายงานพิมพ์ในไทยเริ่มได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนก่อน
ลงงานพิมพ์ชิ้นแรก ตั้งไซซ์เป็นตัวเลือกตั้งแต่วันแรก
หน้าลงสินค้าแบ่งเป็นสามสเต็ป เริ่มจากเลือกว่างานนี้เป็นสินค้าพร้อมส่งหรืองานสั่งทำ งานพิมพ์ที่เราพิมพ์สต็อกไว้แล้วให้เลือกพร้อมส่ง จากนั้นใส่ชื่อกับราคา ตรงนี้มีอย่างหนึ่งที่ดีคือพอพิมพ์ราคาลงไป ระบบขึ้นให้เห็นทันทีว่าร้านจะได้รับเท่าไหร่หลังหักค่าบริการ ไม่ต้องเปิดเครื่องคิดเลขเอง
ส่วนที่คนขาย art print ต้องใช้แน่ๆ คือช่องตัวเลือกสินค้า เพิ่มกลุ่มตัวเลือกชื่อ "ไซซ์" แล้วใส่ A5 กับ A4 เข้าไป ระบบจะให้ตั้งสต็อกแยกทีละตัวเลือก และตั้งราคาแยกทีละตัวเลือกได้ด้วย แปลว่างานภาพเดียวขายสองไซซ์คนละราคาอยู่ในหน้าเดียวกันได้ ไม่ต้องลงเป็นสินค้าสองชิ้นให้คนงงว่าอันไหนคืออันไหน

ชุดโปสการ์ดที่ยกตัวอย่างไปใช้วิธีนี้แหละ เขาไม่ได้ลงเจ็ดสินค้าแยกกัน แต่ลงเป็นสินค้าเดียวแล้วทำ "ลาย" เป็นตัวเลือกเจ็ดแบบ ทิวลิป เดซี่ ทานตะวัน ช่อชมพู ดอกส้ม แจกันดอกไม้ ดอกหญ้า คนซื้อเลือกลายที่ชอบก่อนกดเพิ่มลงตะกร้า วิธีเดียวกันนี้ใช้กับไซซ์ กับสีกระดาษ หรือกับแบบใส่กรอบและไม่ใส่กรอบก็ได้
ช่องแท็กใส่ได้ห้าคำ ให้คิดว่าคนจะพิมพ์หาด้วยคำไหนแล้วใส่คำนั้น ไม่ใช่ใส่คำที่เราเรียกงานตัวเองในหัว ถ้าเป็นงานพิมพ์ลายดอกไม้ก็ใส่ art print, ภาพติดผนัง, โปสการ์ด, ดอกไม้ ให้มันตรงกับคำที่คนใช้จริง
ส่วนช่องรายละเอียด ถ้านึกไม่ออกมีปุ่ม AI ช่วยเขียนคำโปรยจากรูปให้ แต่อย่าใช้ทั้งก้อน เอามาเป็นโครงแล้วเติมของจริงลงไปเอง ขนาดกี่เซนติเมตร กระดาษอะไร ผิวด้านหรือผิวมัน คนที่กำลังจะจ่ายเงินซื้อกระดาษหนึ่งแผ่นอยากรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าคำชมงานตัวเอง
ค่าส่งงานกระดาษ ตั้งครั้งเดียวใช้ได้ทั้งร้าน
นี่คือส่วนที่คนขายงานพิมพ์ปวดหัวที่สุด เพราะของมันเบาแต่ต้องกันหัก ส่งซองธรรมดาแล้วงอ ส่งกล่องแล้วค่าส่งแพงกว่าตัวงาน
ในหน้าตั้งค่าร้านมีบล็อกการจัดส่งที่คิดค่าส่งให้อัตโนมัติตอนลูกค้าสั่ง เลือกขนส่งที่ใช้ประจำก่อน มีไปรษณีย์ไทย Kerry Express Flash Express J&T Express DHL และอื่นๆ แล้วใส่ค่าส่งเริ่มต้นสำหรับชิ้นแรกในออเดอร์ กับค่าส่งชิ้นถัดไปต่อชิ้น

ตรงช่องชิ้นถัดไปมีลูกเล่นที่งานพิมพ์ได้ประโยชน์เต็มๆ ใส่ 0 ลงไปแล้วมันจะกลายเป็นเหมาค่าส่งเดียวทั้งออเดอร์ แปลว่าลูกค้าซื้อโปสการ์ดใบเดียวกับซื้อห้าใบจ่ายค่าส่งเท่ากัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีมากที่จะทำให้เขาหยิบเพิ่ม ส่วนถ้างานเราเป็นภาพใหญ่ที่ต้องม้วนใส่ท่อ ค่อยใส่ค่าชิ้นถัดไปตามจริง
ช่องส่งฟรีเมื่อซื้อครบก็ใช้คู่กันได้ ตั้งไว้สักระดับที่คนต้องหยิบสองสามใบถึงจะถึง อีกสองช่องคือส่งจากจังหวัดไหน กับใช้เวลาแพ็คกี่วัน สองอันนี้ไม่ใส่ก็ได้ แต่ใส่แล้วดีกว่ามาก เพราะมันจะไปขึ้นบนหน้าสินค้าเป็นบรรทัดเดียวที่อ่านจบใน 2 วินาที อย่างของร้านที่ยกตัวอย่างขึ้นว่า ค่าส่ง 50 บาท เมื่อสั่ง 1 ชิ้น ส่งจากกรุงเทพมหานคร ร้านแพ็คใน 1 วัน คนอ่านแล้วรู้ครบว่าต้องจ่ายเท่าไหร่และรอนานแค่ไหน
หน้าร้านที่ทำให้คนกล้ากดซื้อจากคนที่เขายังไม่รู้จัก
คนซื้องานพิมพ์ออนไลน์กลัวอยู่สองอย่าง กลัวได้ของไม่ตรงรูป กับกลัวโอนแล้วเงียบ หน้าร้านคือที่ที่ต้องตอบสองข้อนี้ให้ได้โดยไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ

สิ่งที่ควรทำให้ครบมีไม่กี่อย่าง ใส่ภาพปกร้านกับโลโก้ที่เป็นงานเราเอง เขียนแนะนำตัวว่าเราทำงานแบบไหนและพิมพ์ด้วยอะไร ใส่ลิงก์ไอจีหรือเว็บไซต์ไว้ในชิปด้านบนเพื่อให้คนตามไปดูงานเก่าได้ และไปยืนยันตัวตนให้ขึ้นป้ายยืนยันแล้วข้างชื่อร้าน ป้ายเล็กๆ นั้นทำงานแทนเราเยอะกว่าที่คิด
เรื่องที่ต้องรู้ไว้คือเว็บไม่มีระบบแชทในตัว ถ้าอยากให้ลูกค้าถามได้ต้องใส่ลิงก์ LINE หรือ IG ไว้ที่หน้าร้าน แล้วเขาจะกดปุ่มแชทเด้งไปหาเราในแอปนั้น ส่วนออเดอร์ใหม่ระบบจะแจ้งเตือนตามช่องทางที่เลือกไว้ เลือกได้ระหว่าง Telegram เว็บพุช หรืออีเมล ในหน้าตั้งค่าเขาแนะนำ Telegram ซึ่งก็สมเหตุสมผลเพราะมันเด้งเร็วที่สุด
อีกอันที่คนพิมพ์งานเองจะได้ใช้แน่คือโหมดพักร้อน ช่วงที่คิวพิมพ์ยาวหรือจะไปเที่ยว เปิดโหมดนี้เพื่อปิดรับออเดอร์ชั่วคราว หน้าร้านยังอยู่ครบ ของยังโชว์อยู่ แต่คนกดสั่งไม่ได้ ดีกว่าปล่อยให้ออเดอร์เข้ามาแล้วส่งช้าจนโดนรีวิวแย่
ขายได้แล้วเงินเดินทางยังไง หักอะไรบ้าง
เรื่องเงินเป็นข้อมูลที่ต้องเช็กจากของจริงเสมอ ตาม ข้อตกลงผู้ขาย และหน้า ศูนย์ช่วยเหลือ ค่าบริการมาตรฐานคือ 15% ของราคาสินค้า สำหรับแบบที่เราผลิตและจัดส่งเอง และค่าส่งไม่ถูกหัก แปลว่าค่าส่งที่ลูกค้าจ่ายมา 50 บาท เราได้ไปเต็ม 50 บาท

เส้นทางของเงินเป็นแบบนี้ ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา Portjolio Care พักยอดไว้ตรงกลางก่อน ร้านยังถอนไม่ได้ เราแพ็คของแล้วกดส่ง พอลูกค้ากดว่าได้รับของแล้ว หรือครบ 7 วันหลังเรากดส่ง ยอดถึงจะขยับเป็นพร้อมถอน จากนั้นพอยอดที่พร้อมถอนถึง 300 บาทเมื่อไหร่ กดขอถอนได้เลย ไม่มีรอบโอนรายเดือนให้ต้องรอ
ตอนสมัครเปิดร้านไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเลย แต่การยืนยันตัวตนไม่ได้หายไป มันถูกเลื่อนไปอยู่ตอนถอนเงินครั้งแรก ใช้รูปบัตรประชาชนหนึ่งรูปกับเลขบัญชีธนาคาร รู้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่ตกใจตอนกดถอนครั้งแรก
ในข้อตกลงยังเขียนไว้ว่ามีอัตราอื่นสำหรับคนที่อยากให้ทางเว็บช่วยเก็บของและจัดส่งให้ หรือให้ผลิตให้เลย ซึ่งต้องติดต่อคุยเป็นรายกรณี ถ้าวันหนึ่งคิวพิมพ์เยอะจนแพ็คเองไม่ไหวก็เก็บไว้เป็นทางเลือก รายละเอียดค่าธรรมเนียมอ่านต่อได้ที่ บทความเรื่องเปิดร้านฟรีและค่าธรรมเนียม
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนย้ายงานพิมพ์มาลง
ข้อแรกคือไม่มีโรงพิมพ์อยู่ในระบบ กดขายแล้วไม่มีใครพิมพ์ให้อัตโนมัติ เราต้องพิมพ์เองหรือส่งร้านพิมพ์ที่ใช้ประจำ ใครที่มองหา print on demand ที่พิมพ์และส่งให้จบในปุ่มเดียว อันนี้ยังไม่ใช่
ข้อสองคือการส่งของยังเป็นงานของเรา หน้าออเดอร์เป็นที่กรอกเลขพัสดุกับชื่อขนส่งให้ลูกค้าตามของได้ แต่การเอาของไปเข้าเคาน์เตอร์ยังต้องเดินไปเอง
ข้อสามคือคนเข้าเว็บยังไม่เยอะเท่าแพลตฟอร์มใหญ่ ร้านที่เปิดใหม่แล้วนั่งรออย่างเดียวจะเงียบ ต้องเอาลิงก์ร้านไปวางไว้ในไบโอไอจี ไว้ในโพสต์ ไว้ในทุกที่ที่คนตามเราอยู่ ข้อดีคือหน้าร้านกับหน้าสินค้าถูกทำมาให้ค้นเจอใน Google ได้ งานที่ลงไว้จึงยังทำงานต่อแม้เราไม่ได้โพสต์อะไรในวันนั้น
คำถามที่เจอบ่อย
ขาย art print ต้องพิมพ์สต็อกไว้ก่อนไหม
ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เยอะ วิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือพิมพ์ทดสอบไซซ์ละใบเพื่อถ่ายรูปกับเช็กสี แล้วลงขายแบบสินค้าพร้อมส่งด้วยจำนวนเท่าที่พิมพ์ไว้จริง พอเริ่มรู้ว่าลายไหนขายดีค่อยพิมพ์ล็อตใหญ่ขึ้น อีกทางคือลงเป็นงานสั่งทำแล้วตั้งจำนวนวันที่ใช้ทำให้ครอบคลุมเวลาพิมพ์ แต่ต้องเขียนให้ชัดในรายละเอียดว่าลูกค้าจะรอกี่วัน
ขายไฟล์ดิจิทัลให้ลูกค้าไปพิมพ์เองได้ไหม
ได้ ในศูนย์ช่วยเหลือระบุว่าขายได้สามแบบคืองานพร้อมส่ง งานคอมมิชชัน และงานไฟล์ ซึ่งแบบงานไฟล์ให้แนบไฟล์ส่งมอบในหน้าออเดอร์ ถ้าเลือกทางนี้ควรเขียนให้ชัดว่าไฟล์ความละเอียดเท่าไหร่ พิมพ์ได้ใหญ่สุดขนาดไหน และซื้อไปใช้ส่วนตัวหรือใช้เชิงพาณิชย์ได้แค่ไหน
ค่าส่งควรตั้งเท่าไหร่ถึงจะไม่ทำให้คนถอย
ตั้งจากค่าส่งจริงของขนส่งที่เราใช้ บวกค่าซองกับกระดาษกันงอ อย่าตั้งต่ำกว่าทุนเพื่อให้ดูน่าซื้อ เพราะขายมากก็ยิ่งขาดทุนมาก ถ้าอยากให้ตัวเลขดูเป็นมิตร ใช้วิธีตั้งค่าส่งชิ้นถัดไปเป็น 0 เพื่อเหมาทั้งออเดอร์ แล้วตั้งส่งฟรีเมื่อซื้อครบไว้อีกชั้น จะได้ผลดีกว่าการกดค่าส่งชิ้นแรกให้ต่ำจนเราเจ็บเอง
ลงงานพิมพ์กี่ชิ้นถึงจะเปิดร้านได้
สามถึงห้าชิ้นก็เปิดได้แล้ว สิ่งที่ทำให้ร้านดูน่าเชื่อถือไม่ใช่จำนวนสินค้า แต่เป็นความครบของข้อมูลในแต่ละชิ้น รูปที่เห็นเนื้อกระดาษ ขนาดที่บอกเป็นเซนติเมตร ค่าส่งที่ขึ้นชัด และวันแพ็คที่ระบุไว้ ร้านที่มีสามชิ้นแต่ข้อมูลครบ ขายได้ดีกว่าร้านที่มีสามสิบชิ้นแต่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้อะไร
เริ่มจากไฟล์ที่มีอยู่แล้วในเครื่อง
ไม่ต้องรอให้มีงานใหม่ ไม่ต้องรอให้พิมพ์ครบสิบลาย เอาไฟล์ที่ชอบที่สุดสามไฟล์ไปพิมพ์ทดสอบ ถ่ายรูปให้เห็นเนื้อกระดาษ แล้วลงขายพร้อมตั้งไซซ์เป็นตัวเลือกกับตั้งค่าส่งให้จบในวันเดียวกัน จากนั้นเอาลิงก์ร้านไปวางไว้ในไบโอ ที่เหลือคือการทำงานต่อไปเรื่อยๆ แล้วให้หน้าร้านทำงานแทนเราตอนที่เราไม่ได้อยู่หน้าจอ เปิดร้านฟรี ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่ต้องใช้เอกสาร แล้วค่อยหักค่าบริการตอนที่ขายได้จริง



