สีที่ใช้ในงานชุดนี้มีดินผสมอยู่ ดินจากโนโตะ กับขี้เถ้าจากเตาเผาเครื่องปั้นซูซุยากิ บดรวมกับเม็ดสีมุกชนิดที่หักเหแสงได้ แล้วทาทับกันเป็นชั้น ๆ

ผลคือภาพหนึ่งภาพไม่มีสีตายตัว เดินผ่านช้า ๆ สีจะเปลี่ยน ยืนใกล้กับยืนไกลก็เห็นคนละความลึก งานของ TOWA TAKAYA หรือ 高屋永遠 ทำงานกับตาเราตรง ๆ แบบนั้น

ผลงานของ TOWA TAKAYA ที่ใช้เม็ดสีมุกหักเหแสงทาซ้อนเป็นชั้น
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

วัสดุที่มีที่มา ไม่ใช่วัสดุที่หาซื้อ

ศิลปินที่ทำงานกับแสงและวัสดุสะท้อนมีเยอะ ส่วนใหญ่ใช้ของสังเคราะห์ที่สั่งได้จากผู้ผลิต ซึ่งไม่ผิดอะไร แต่ของพวกนั้นไม่มีที่มา มันเป็นแค่คุณสมบัติ

Takaya เลือกอีกทาง ดินที่เขาใช้มาจากคาบสมุทรโนโตะ ขี้เถ้าที่เขาใช้มาจากซูซุยากิ ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาของพื้นที่นั้นเช่นกัน เขาเอาของสองอย่างนี้มาผสมกับแร่และวัสดุเชิงทัศนศาสตร์ แล้ววางทับกันจนได้ผิวที่ตอบสนองต่อมุมมอง

รายละเอียดผิวงานที่สีเปลี่ยนไปตามมุมที่มอง
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

โนโตะไม่ใช่ชื่อที่หยิบมาลอย ๆ พื้นที่นั้นเจอแผ่นดินไหวในปี 2023 กับ 2024 และตั้งแต่ปี 2019 Takaya ทำโปรเจกต์ชื่อ WHYNOT.TOKYO ที่เป็นพื้นที่ของศิลปิน ทำงานสนับสนุนคนทำงานศิลปะ โดยหลังเหตุการณ์ก็ทำงานกับพื้นที่โนโตะเป็นหลัก

เมื่อเอาสองเรื่องนี้มาต่อกัน วัสดุในภาพเลยไม่ได้เป็นแค่เทคนิค ดินที่อยู่ในสีคือดินจากที่ที่เพิ่งสั่นไหว

ชื่อนิทรรศการที่กลับทิศ

นิทรรศการเดี่ยวของเขาชื่อ Descending to Heights หรือ 高みへと降下する แปลตรงตัวว่าลงต่ำไปสู่ที่สูง จัดที่วัดนินนะจิในเกียวโต ซึ่งเป็นมรดกโลก ใช้ห้องชิโรโชอินกับคุโรโชอิน เปิดวันที่ 25 ถึง 31 ตุลาคม และ 6 ถึง 8 พฤศจิกายน 2026 เข้าชมฟรีเมื่อจ่ายค่าเข้าวัด นักเรียนมัธยมปลายลงมาไม่เสียค่าเข้า

ผลงานในนิทรรศการ Descending to Heights ที่วัดนินนะจิ เกียวโต
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

ที่มาของชื่อคือหนังสือ Gravity and Grace ของ Simone Weil นักปรัชญาฝรั่งเศส แนวคิดที่เขาหยิบมาคือการพลิกความหมายของคำว่าขึ้นสูง จากเดิมที่หมายถึงการลอยพ้นจากโลก ให้กลายเป็นการลงไปหาของจริง ลงไปหาวัสดุ ลงไปหาคนในพื้นที่

ซึ่งอ่านแล้วเข้ากับวิธีทำงานของเขาพอดี คนที่ไปเก็บดินกับขี้เถ้าจากพื้นที่ที่เพิ่งเจอแผ่นดินไหวมาทำสี ก็คือคนที่เลือกลงไปข้างล่างจริง ๆ

ห้องของวัดที่ไม่ใช่ห้องสีขาว

ผิวงานที่ผสมดินและขี้เถ้าจากเครื่องปั้นซูซุยากิ
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

การเอางานแบบนี้ไปแขวนในหอโชอินของวัดเก่าเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงอยู่เหมือนกัน แกลเลอรีสมัยใหม่คุมแสงได้ทุกดวง แต่ห้องแบบวัดญี่ปุ่นใช้แสงธรรมชาติที่ผ่านบานกระดาษเข้ามา แสงแบบนั้นเปลี่ยนตลอดวันและควบคุมไม่ได้

สำหรับงานที่เปลี่ยนสีตามแสง เงื่อนไขแบบนี้แปลว่าไปดูตอนเช้ากับตอนบ่ายจะได้คนละภาพ เราว่านั่นคือเหตุผลที่เลือกที่นี่ ไม่ใช่เพราะวัดดูขลัง

ในงานเดียวกันยังมี Nakayama Tatsuuma ช่างปั้นซูซุยากิ ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เครื่องปั้นสายนี้กลับมาอีกครั้ง มาวางงานไว้ทั้งสองห้อง และมีนิทรรศการคู่ขนานชื่อ Tangles and Circulation ที่ห้องคุโรโชอิน รวมศิลปินเจ็ดคน คิวเรตโดยนักประวัติศาสตร์ศิลป์ Yamamoto Hiroki

มุมมองผลงานที่ความลึกเปลี่ยนไปตามระยะที่ยืนดู
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

ประวัติของเขาสั้นแต่ชัด เกิดที่โตเกียวปี 1992 จบจาก Goldsmiths มหาวิทยาลัยลอนดอน ปี 2015 แล้วทำงานกับปรากฏการณ์ทางแสงและความเป็นวัตถุมาตลอด ไม่ได้เปลี่ยนสายไปมา

เราเคยเขียนถึงงานจิตรกรรมที่ใช้ผลึกและแสงเป็นตัวเล่าเรื่อง ไว้ก่อนหน้านี้ คนละซีกโลกกัน แต่สนใจเรื่องเดียวกันคือภาพที่ไม่ยอมอยู่นิ่งให้ถ่ายรูป

ผลงานแนวตั้งของ TOWA TAKAYA ที่ใช้เม็ดสีมุกและแร่
ภาพ: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES

สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวเราคือคำว่าลงต่ำ ในงานสร้างสรรค์เรามักถูกสอนให้มองขึ้น ให้ไปให้ไกล ให้ใหญ่ขึ้น แล้วถ้าทางที่ควรไปคือลงไปหาดินตรงที่เรายืนอยู่ล่ะ มันจะเป็นงานแบบไหน

ดูงานและติดตามเขาต่อได้ที่ towatakaya.com และ Instagram ของ TOWA TAKAYA ส่วนโปรเจกต์ที่เขาทำอยู่ดูได้ที่ WHYNOT.TOKYO

อ้างอิง: PR TIMES (ข่าวประชาสัมพันธ์ 宙と土), towatakaya.com, ninnaji.jp

Photo credit: TOWA TAKAYA / 宙と土 via PR TIMES


ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Shoreline Yunomi Cup

Shoreline Yunomi Cup ถ้วยดินเผาที่ผิวยังเล่าเรื่องดินกับไฟที่ทำมันขึ้นมา เป็นของอีกชิ้นที่ต้องหยิบขึ้นมาหมุนดูถึงจะเห็นครบ

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด