ก่อนจะมีงานติดตั้งขนาดเท่าตึก หรือหน้าต่างโชว์ของ Hermès มันเริ่มจากของเล่นกระดาษแข็งบนโต๊ะก่อนเสมอ
ตัดกระดาษ ติดเทป เสียบมอเตอร์เล็กๆ แล้วปล่อยให้มันหมุนดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันตลกดีก็ทำต่อ ถ้ามันน่าเบื่อก็ทิ้ง

คนที่ทำงานแบบนี้มาสิบปีคือ Isabel Gibson กับ Helen Chesner สองคนจากลอนดอนที่ใช้ชื่อสตูดิโอว่า Isabel + Helen
ตอนนี้ของเล่นกระดาษพวกนั้นถูกเอามาวางโชว์จริง ในนิทรรศการชื่อ Motion Sickness ที่ The Conran Shop ช่วง London Design Festival ปีนี้ เป็นงานครบสิบปีของสตูดิโอ
เอาของที่ไม่เสร็จมาโชว์
สิ่งที่เอามาวางไม่ใช่ผลงานที่จบแล้ว แต่เป็นโมเดล มาเก็ตต์ และเทสต์การเคลื่อนไหวที่เก็บไว้ในสตูดิโอมาตลอดสิบปี ของที่ปกติไม่มีใครได้เห็น

Gibson เล่าว่าการได้กลับมาที่ Conran มีความหมายกับเขา เพราะงานชิ้นแรกของสตูดิโอเมื่อสิบปีก่อนก็ทำที่นี่ ร่วมกับ It's Nice That ในเทศกาลเดียวกัน
Chesner พูดถึงงานตัวเองไว้แบบไม่ค่อยเท่ว่า งานของพวกเขาเป็นเรื่องการเคลื่อนไหวทั้งหมด ทั้งที่ไม่เคยวางแผนให้เป็นแบบนั้น มันแค่ค่อยๆ กลายเป็นเอง
สิ่งที่พวกเขาไม่ยอมข้าม
ทุกวันนี้ถ้าอยากรู้ว่าของชิ้นหนึ่งหมุนแล้วจะออกมาหน้าตายังไง เปิดโปรแกรมจำลองก็ได้คำตอบ เร็วกว่า ถูกกว่า ไม่ต้องเลอะ
สองคนนี้ยังเลือกทำของจริงก่อน

Gibson บอกว่าการทำอะไรสักอย่างในชีวิตจริงมันยังมีความมหัศจรรย์อยู่ และสิ่งที่ดึงคนได้จริงๆ คือการที่มันเกิดขึ้นจริง เธอใช้คำว่ามันเกือบจะเป็นการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้
ตรงนี้เราว่าไม่ใช่เรื่องอนุรักษนิยมหรือต่อต้านเทคโนโลยี มันเป็นเรื่องว่าอะไรทำให้คนหยุดดู
ของที่เรนเดอร์มาเนียบๆ เราเลื่อนผ่านวันละร้อยชิ้น แต่ของที่หมุนอยู่ตรงหน้าจริงและอาจพังได้ เรายืนดูนานกว่า
ผ้าใบ เสื้อผ้า และแพยาง
งานของพวกเขาไม่ค่อยอยู่ในหมวดเดียว
กับ Craig Green ทำมาห้าหกซีซัน ชิ้นที่คนจำได้มากคือของที่ทำกับ Moncler Genius ซึ่งเป็นแพยางเป่าลมที่ลอยน้ำได้จริง ไม่ใช่พร็อพหน้าเวที

กับ Burberry เคยทำงานที่ใช้นักเต้นสิบหกคนถักลายเหมือนเสาเมย์โพล คือเอาคนมาเป็นกลไกเสียเอง
กับ Hermès ทำหน้าต่างโชว์ชุด PLAY กับ V&A ทำนิทรรศการ Power Suits และที่ Coachella ปี 2025 ทำงานติดตั้งขนาดใหญ่ชื่อ Take Flight

เรื่องงานติดตั้งกลางทะเลทรายแบบนั้น เราเคยเขียนถึง งานศิลปะใน Coachella ไว้อีกรอบหนึ่ง

ข้ามจากแฟชั่นไปพิพิธภัณฑ์ไปเทศกาลดนตรีแบบนี้ ปกติจะทำให้งานดูกระจัดกระจาย แต่ของพวกเขาไม่ เพราะทุกชิ้นถามคำถามเดียวกันว่า ถ้าของชิ้นนี้ขยับได้ มันจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร
คนที่พวกเขาดูอยู่
สามชื่อที่ทั้งคู่พูดถึงคือ Daniel Eatock ที่ทำให้เชื่อว่ากระบวนการเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ John Wood กับ Paul Harrison ที่ทำงานแสดงแบบโลไฟด้วยมุมกล้องและร่างกายคน และ Julio Le Parc ที่ทำประติมากรรมจลนศิลป์ซึ่งตอนนี้แสดงอยู่ที่ Tate Modern
เรียงสามคนนี้ต่อกันแล้วเห็นภาพชัด ไม่มีใครในนั้นที่เก่งเรื่องทำของให้เนียน ทุกคนเก่งเรื่องตั้งกติกาแล้วปล่อยให้มันเดิน
Chesner พูดประโยคหนึ่งที่เราคิดว่าตรงกับงานทั้งหมดของเขา ว่าเธออยากให้เราเก็บความรู้สึกตื่นเต้นและทึ่งแบบตอนเด็กใส่ขวดไว้ได้ตอนโต เพราะนั่นคือสิ่งที่งานของพวกเขาพยายามตามหา

สิ่งที่เราคิดว่าใจกลางของงานชุดนี้ ไม่ใช่มอเตอร์ ไม่ใช่กลไก
มันคือการยอมให้คนเห็นตอนที่ของยังทำไม่เสร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่สตูดิโอส่วนใหญ่เก็บไว้หลังบ้าน
พอเอากล่องกระดาษที่เคยเป็นแค่การลองเล่นมาวางในร้าน มันก็บอกกลายๆ ว่างานใหญ่ทุกชิ้นเคยเป็นของเล่นบนโต๊ะมาก่อน
ช่องทางของศิลปิน: isabelandhelen.com
อ้างอิง: It's Nice That, The Conran Shop
Photo credit: Isabel + Helen (บางภาพถ่ายโดย Dan Tobin Smith, Andrew Meredith, Sam Lort) และ Isabel + Helen X The Conran Shop, 2026
ของในเว็บที่เข้ากับเรื่องนี้

THE SEEKER ของอีกชิ้นที่เริ่มจากคนอยากลองปั้นอะไรสักอย่างขึ้นมาดู แล้วมันก็ออกมามีตัวตนของมันเอง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


