ร้านขายสีเล็ก ๆ ร้านหนึ่งบนถนน Edgar-Quinet ย่าน Montparnasse กรุงปารีส ปลายทศวรรษ 1950 มีลูกค้าประจำคนหนึ่งที่เจ้าของร้านจำหน้าได้ เขาไม่ได้เข้ามาซื้อสีแบบคนทั่วไป เขาเข้ามาถามหาของที่ยังไม่มีใครขาย คือวิธีทำให้ผงสีน้ำเงินที่แห้งบนผ้าใบแล้ว ยังดูเหมือนตอนที่มันยังเป็นผงกองอยู่ในถุง

ลูกค้าคนนั้นชื่อ Yves Klein และสิ่งที่เขาได้กลับบ้านไปในที่สุดคือ International Klein Blue สีน้ำเงินที่คนจำได้แม้ไม่รู้ชื่อคนทำ เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาคือเขาจดสิทธิบัตรสีน้ำเงินของตัวเองเอาไว้ ฟังแล้วเท่ดี แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ในซองนั้นไม่มีสี มีแต่สูตร
วันที่ 19 พฤษภาคม 1960 Klein เดินเข้าไปที่สถาบันทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส แล้วยื่นเอกสารที่เรียกว่าซอง Soleau หมายเลข 63471 ซอง Soleau ไม่ใช่สิทธิบัตร มันคือซองปิดผนึกที่รัฐช่วยประทับวันที่ให้ว่าของข้างในอยู่ในมือคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ขาด ไม่มีการห้ามใครทำตาม
และต่อให้เขาอยากจดจริง กฎหมายฝรั่งเศสก็ไม่ให้ใครเป็นเจ้าของสีเปล่า ๆ อยู่ดี สิ่งที่อยู่ในซองจึงเป็นสูตร เป็นวิธีผสม ไม่ใช่ตัวสี

ที่ตลกคือ ผงสีที่เขาใช้เป็นของธรรมดามาก อุลตรามารีนสังเคราะห์ ของที่ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะทุกร้านมีขาย ราคาไม่ได้แพงอะไร ใครเดินเข้าไปซื้อก็ได้ทั้งนั้น
พระเอกตัวจริงคือกาว
ปัญหาที่ Klein ติดอยู่ไม่ใช่เรื่องสี แต่เป็นเรื่องตัวประสาน ผงสีน้ำเงินตอนอยู่ในถุงมันสว่างจัดมาก พอเอาไปผสมน้ำมันลินสีดตามธรรมเนียม ความสว่างนั้นหายไปเกินครึ่ง เพราะน้ำมันจะห่อเม็ดสีไว้แล้วกลืนแสงแทนที่จะปล่อยให้สะท้อนออกมา เราเห็นสีที่หม่นลง ทั้งที่ผงในถุงไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
คนที่ช่วยเขาแก้เรื่องนี้คือ Édouard Adam เจ้าของร้านสีคนนั้นเอง ของที่ Adam หามาให้คือเรซินสังเคราะห์ของบริษัท Rhône-Poulenc ชื่อ Rhodopas M หรือ M60A มันยึดผงสีไว้กับผ้าใบได้โดยไม่ไปกลบผิวของเม็ดสี ผลที่ได้คือพื้นผิวด้าน ๆ คล้ายกำมะหยี่ ที่ทำให้สายตาเราหาที่เกาะไม่เจอ มองแล้วเหมือนหลุมมากกว่าแผ่นระนาบ

ทุกวันนี้ร้านของ Adam ยังขายตัวประสานตัวเดียวกันอยู่ ในชื่อ Médium Adam 25 ใครอยากได้ก็เดินไปซื้อได้ นี่คือความจริงที่ชอบถูกลืมเวลาเล่าเรื่องนี้ ของลับสุดยอดที่ทำให้สีนี้เป็นสีนี้ วางขายอยู่หน้าร้านมาตลอด
สีน้ำเงินไม่เคยเป็นของใคร
ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น อุลตรามารีนเคยเป็นสีที่แพงกว่าทองคำ เพราะต้องบดมาจากหินลาพิสลาซูลีที่ขุดได้แทบจะที่เดียวในโลกแถบอัฟกานิสถาน จิตรกรสมัยก่อนต้องเขียนระบุในสัญญาเลยว่าจ้างให้ใช้กี่กรัม จนถึงปลายทศวรรษ 1820 ที่มีคนสังเคราะห์มันขึ้นมาได้ในห้องแล็บ ราคาก็ร่วงลงมาอยู่ระดับที่นักเรียนศิลปะซื้อไหว

แปลว่าสิ่งที่ Klein ทำ ไม่ใช่การยึดสีน้ำเงินมาเป็นของตัวเอง แต่เป็นการยึดเงื่อนไขที่ทำให้คนเห็นสีน้ำเงินแบบที่เขาอยากให้เห็น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน และเถียงกันยากกว่าเยอะ
เรื่องเดิมที่ยังไม่จบ
ปี 2016 Anish Kapoor ได้สิทธิ์ใช้ Vantablack วัสดุดูดกลืนแสงที่ดำที่สุดในตอนนั้น แต่เพียงผู้เดียวสำหรับงานศิลปะ ศิลปินอังกฤษอีกคนอย่าง Stuart Semple ตอบกลับด้วยการทำสีชมพูที่ชมพูที่สุดออกมาขาย แล้วเขียนเงื่อนไขไว้ว่าใครซื้อก็ได้ ยกเว้น Kapoor เรื่องนี้กลายเป็นดราม่ายาวหลายปี
อีกฝั่งหนึ่ง YInMn Blue เม็ดสีน้ำเงินที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญในห้องแล็บที่ Oregon State University เมื่อปี 2009 ตอนนักวิจัยกำลังเผาสารเพื่อทำวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ กว่าจะผ่านการอนุมัติให้ขายทั่วไปได้ก็ปี 2020 คราวนี้ไม่มีใครถูกห้ามซื้อ แค่ต้องจ่ายแพงเท่านั้นเอง

สามเรื่องนี้ต่างกันที่วิธี แต่คำถามเดียวกัน คือเราเป็นเจ้าของอะไรได้บ้างในสิ่งที่ตามองเห็น ถ้าอยากดูอีกกรณีที่สีน้ำเงินกลายเป็นเรื่องของกระบวนการมากกว่าตัวเม็ดสี ลองอ่าน ไซยาโนไทป์ ต่อได้
สิ่งที่ Klein ทิ้งไว้จริง ๆ อาจไม่ใช่สูตรในซองปิดผนึก แต่เป็นความยืนกรานว่าสีไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่งรูป มันเป็นตัวงานได้ในตัวเอง ถ้าคุมเงื่อนไขรอบ ๆ มันได้ ทั้งตัวประสาน ขนาดผืนผ้าใบ ระยะที่คนยืนดู และแสงในห้อง

ครั้งหน้าที่เจอสีที่ถูกตั้งชื่อตามคนทำ ลองถามดูเล่น ๆ ว่าสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของคือเม็ดสี หรือคือวิธีที่เขาทำให้เราหยุดมอง
อ้างอิง: Centre Pompidou, INPI (ซอง Soleau), Oregon State University
Photo credit: Pawel Czerwinski, Kamakshi Subramani, Astrid Schaffner, Geert Pieters, Kseniya Lapteva, Steve A Johnson ทั้งหมดผ่าน Unsplash
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Blue Pinstripe Cup เป็นอีกกรณีที่สีน้ำเงินไม่ได้อยู่ลอย ๆ แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อดิน เคลือบ และไฟที่เผา
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


