ก้อนคอนกรีตเหลี่ยม ๆ ก้อนหนึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าริมทะเล ไม่มีหน้าต่างสักบาน มีแต่ช่องแคบยาวที่เจาะไว้ให้ยิงออกไปข้างนอก บังเกอร์แบบนี้ยังเหลืออยู่อีกหลายหมื่นก้อนตลอดแนวชายฝั่งแอตแลนติกของยุโรป เป็นของที่ถูกสร้างทิ้งไว้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
มันหนักเกินกว่าจะรื้อ และไม่มีใครคิดออกว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ คนแถวนั้นก็เลยเดินผ่านมันทุกวันจนเลิกมองไปเอง
The Wa ศิลปินที่ทำงานกับพื้นที่สาธารณะในยุโรป เลือกวิธีที่ตรงที่สุดเท่าที่จะตรงได้ คือเอาสีไปทาทับ แล้ววาดให้มันเป็นบ้าน

ประตูสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง หน้าต่างเรียงกันเป็นแถว มีผ้าม่านสีแดง มีดอกไม้ขึ้นตรงเชิงผนัง สีเหลือง สีฟ้า สีแดง ชนกันเต็มที่ ไม่มีการไล่เฉดให้ดูมีรสนิยม
ชื่อโปรเจกต์คือ A Kid Could Do It
เอาคำด่ามาใช้เป็นกติกา
"ลูกฉันก็วาดได้" เป็นประโยคที่คนพูดใส่งานศิลปะนามธรรมมาเป็นร้อยปีแล้ว ปกติคนทำงานสายนี้จะต้องคอยอธิบายว่าไม่ใช่นะ มันมีที่มา มีความตั้งใจ มีเรื่องที่คุณยังไม่เห็น
The Wa ไม่เถียง เขาหยิบประโยคนั้นมาเป็นชื่องาน แล้วทำตามมันจริง ๆ
กติกาข้อเดียวของโปรเจกต์นี้คือวาดตามตรรกะของเด็กแบบไม่กรอง อะไรที่ผู้ใหญ่จะเริ่มคิดว่าเดี๋ยวสัดส่วนเพี้ยน เดี๋ยวสีชนกัน เดี๋ยวคนดูจะว่าเอา ตัดออกให้หมด
แล้วเขาก็ชวนแม่ตัวเองมาทำด้วย ในหน้าโปรเจกต์ของเขา ช่องเครดิตเขียนไว้คำเดียวว่า Mom ซึ่งพอคิดตามแล้วมันก็ตลกดี เพราะถ้าแม่มาช่วยลูกทำ งานชุดนี้ก็เป็นฝีมือเด็กจริงตามชื่อ

ของหนักที่ถูกทำให้เบา
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังทาสีเสร็จน่าคิดกว่าตัวรูป
บังเกอร์พวกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ใครเข้าไปได้ ช่องที่เจาะไว้มีหน้าที่ยิงออก ไม่ได้มีไว้ให้มอง พอมีคนวาดประตูลงไปบนผนัง ประตูบานนั้นก็เปิดไม่ได้อยู่ดี แต่ตัวก้อนคอนกรีตเปลี่ยนสถานะไปแล้ว จากของที่ปิดตาย กลายเป็นของที่แกล้งทำเป็นบ้าน
เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ลบประวัติศาสตร์ทิ้ง รูปบ้านที่เด็กวาดไม่มีน้ำหนักพอจะไปลบอะไรได้ขนาดนั้น มันแค่ไปยืนทับอยู่ข้างบนแล้วบอกว่าของสิ่งนี้เคยมีหน้าที่หนึ่ง ตอนนี้ไม่มีแล้ว ใครจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของคนนั้น
มีรายละเอียดหนึ่งที่เห็นได้จากมุมสูงเท่านั้น หลังคาของบังเกอร์ก้อนแรกถูกวาดเป็นดอกไม้สีแดงดอกใหญ่เต็มพื้นที่ คนที่ยืนอยู่บนพื้นไม่มีทางเห็น ของที่เคยถูกสร้างมาให้จ้องทะเลในระดับสายตา ตอนนี้มีอะไรบางอย่างวางไว้ให้คนที่มองลงมาจากข้างบน

คนที่ทำงานกับกำแพงในเมืองมานานจะรู้ว่าการเลือกว่าจะวาดอะไรลงบนของที่มีอยู่แล้ว ยากกว่าการวาดลงบนผืนผ้าใบเปล่า เพราะของเดิมมันพูดของมันอยู่ก่อนแล้ว เราเคยเขียนถึงโจทย์คล้าย ๆ กันไว้ใน งานมิวรัลจิ้งจอกของ Annatomix ที่เบอร์มิงแฮม

เขาทำแบบนี้มานานแล้ว
ถ้าย้อนดูงานเก่า จะเห็นว่าบังเกอร์ไม่ใช่ครั้งแรก
ปี 2020 เขาทำงานชื่อ Happy House กับอาคารคอนกรีตทรงสูงที่ตั้งโดดอยู่กลางทุ่งไถ ทาแดงทั้งหลัง ใส่หน้าต่างเป็นตาราง ใส่ประตูไว้ที่ฐาน ของที่เคยเป็นแค่โครงสร้างไม่มีชื่อ กลายเป็นบ้านสูงหลังเล็กที่ไม่มีใครอยู่

ย้อนไปอีกถึงปี 2010 เขาเอาชิงช้าเด็กไปตั้งไว้กลางโถงสถานีรถไฟใต้ดินในจีน ห่างจากทหารยามที่ยืนตรงอยู่บนแท่นไม่กี่ก้าว ชื่องานคือ Kinder Garden ไม่มีเด็กคนไหนมานั่ง แต่ชิงช้าตัวนั้นทำให้ทั้งโถงดูแปลกไปหมด

วิธีคิดเดียวกันทั้งหมด คือเอาของที่สังคมตกลงกันแล้วว่าเป็นเรื่องของเด็ก ไปวางไว้ในที่ที่สังคมตกลงกันแล้วว่าเป็นเรื่องจริงจัง แล้วปล่อยให้สองอย่างนั้นอยู่ด้วยกันเอง
ปีนี้เขาย้ายจากบังเกอร์มาที่บ้านร้าง งานที่เทศกาล PFFFestival 2026 ในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ใช้บ้านทั้งหลังที่ไม่มีคนอยู่เป็นพื้นที่วาด กติกายังเป็นข้อเดิม
เรื่องที่ยังค้างอยู่คือ ถ้าคนเดินผ่านบังเกอร์ก้อนนั้นทุกวันแล้วเลิกมองไปนานแล้ว การที่วันหนึ่งมันมีหน้าต่างขึ้นมา จะทำให้เขาเริ่มมองมันอีกครั้ง หรือทำให้เขาลืมเร็วกว่าเดิม
ดูงานทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของศิลปิน the-wabsite.com และอินสตาแกรม @waone2waone2
อ้างอิง: เว็บไซต์ของ The Wa และรายงานของ Colossal (กันยายน 2026)
Photo credit: The Wa
ชวนดูของในเว็บ

โปสการ์ด Floral Childlike Art ลายเส้นแบบเดียวกับที่เราเพิ่งคุยกันทั้งบทความ ต่างกันแค่ว่าอันนี้อยู่บนกระดาษขนาดที่ถือได้
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


