คนที่รับวาดรูปมาสักพักน่าจะรู้จักอาการนี้ดี เดือนนี้งานเข้ามาพร้อมกันห้าคิวจนนอนไม่พอ พอส่งครบเดือนถัดมาเงียบกริบ ไม่มีใครทัก ไม่มีใครถาม แล้วก็ได้แต่นั่งรอว่าจะมีใครเลื่อนมาเจอโพสต์เก่าไหม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝีมือ แต่อยู่ที่ว่าคิวของเราไม่มีที่อยู่ ทุกอย่างเกิดในกล่องแชท ลูกค้าทักมาถามราคา เราตอบ เขาเงียบ อีกสองสัปดาห์เขากลับมาถามใหม่ว่าตกลงเท่าไหร่นะ เราต้องเลื่อนหาข้อความเก่า บรีฟกระจายอยู่ในสามแชท รูปอ้างอิงหายไปกับสตอรี่ที่หมดอายุ พอถึงวันส่งงานก็จำไม่ได้แล้วว่าตกลงกันไว้ว่ากี่ตัว พื้นหลังแบบไหน แก้ได้กี่รอบ
ที่เจ็บกว่านั้นคือเรื่องเงิน หลายคนไม่กล้าขอมัดจำเพราะรู้สึกว่าเสียมารยาท พอทำเสร็จแล้วลูกค้าหายก็ต้องแบกเอง บทความนี้เลยจะพาไปดูว่าถ้าย้ายงานรับวาดรูป คอมมิชชั่นมาอยู่บนหน้าร้านของตัวเอง มันเปลี่ยนอะไรบ้าง ตั้งค่ายังไง คิดราคายังไงให้เหลือเงินจริง และต้องทำอะไรต่อคิวถึงจะไม่ขาด
เปิดรับวาดรูป คอมมิชชั่น คือการลงงานหนึ่งชิ้น ไม่ใช่การประกาศ
ตรงนี้คือจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด บนหน้าร้าน Portjolio การเปิดรับคอมมิชชันไม่ใช่การโพสต์ว่า "เปิดคิวแล้วนะ ทักมาได้เลย" แต่คือการลงงานหนึ่งชิ้นเหมือนลงสินค้าปกติ แค่ตอนเลือกประเภทให้กดเป็น "งานสั่งทำ" แทน "สินค้าพร้อมส่ง"
พอกดปุ่มนั้น ฟอร์มจะเปลี่ยนช่อง จากเดิมที่ถามว่ามีของกี่ชิ้น มันจะถามสองอย่างแทน คือ รับกี่คิว กับ ใช้เวลากี่วัน สองช่องนี้กรอกไม่ครบโพสต์ไม่ได้ ซึ่งดีกับเราเอง เพราะมันบังคับให้ตอบคำถามที่ปกติเราชอบเลี่ยง
รับกี่คิว คือจำนวนช่องที่เปิดให้จองรอบนี้ ใส่ 3 ก็คือมีคนสั่งได้ 3 คน พอครบการ์ดจะขึ้นว่าคิวเต็มแล้วและกดสั่งไม่ได้ ไม่ต้องมานั่งไล่ปิดโพสต์เอง ส่วนใช้เวลากี่วัน คือจำนวนวันที่เราสัญญาว่าจะส่งงานนับจากวันที่ลูกค้าจ่าย เลขนี้ไม่ได้อยู่เฉยๆ ระบบเอาไปคำนวณเป็นเดดไลน์ของแต่ละงานให้เราดูจริงๆ
คำแนะนำจากงานจริงคือ อย่าเปิดคิวเยอะเพราะกลัวขายไม่ได้ เปิดสามช่องแล้วเต็มเร็วดูดีกว่าเปิดสิบช่องแล้วค้างอยู่แปด และเรื่องจำนวนวัน ให้บวกเผื่อไว้เสมอ ถ้าปกติวาดเสร็จใน 5 วัน ให้ใส่ 10 ส่งก่อนกำหนดคือกำไร ส่งช้ากว่าที่บอกคือหนี้

ถ้ายังไม่เคยลงงานมาก่อน หน้า ศูนย์ช่วยเหลือ มีตัวอย่างจำลองบนจอมือถือให้กดดูทีละขั้น ตั้งแต่เปิดร้านจนถึงกดถอนเงิน ดูรอบเดียวก็เห็นภาพว่าปลายทางหน้าตาเป็นยังไง
ตั้งราคาคอมมิชชั่นยังไงให้เหลือเงินจริง
คนรับงานวาดส่วนใหญ่ตั้งราคาจากความรู้สึก ดูว่าคนอื่นคิดเท่าไหร่แล้วตั้งให้ถูกกว่านิดหนึ่ง วิธีนี้พาไปสู่สภาพที่รับงานเยอะแต่ไม่เหลืออะไร ลองเปลี่ยนมาคิดจากตัวเลขที่จับต้องได้แทน
เริ่มจากค่าธรรมเนียมก่อน เพราะมันคือส่วนที่หักออกแน่นอน Portjolio คิด 15% ของราคางาน และหักเฉพาะตอนขายได้ เปิดร้านและลงงานไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าส่งไม่ถูกหัก ถ้าอยากให้ทางเราช่วยเก็บของและจัดส่งให้อัตราจะเป็น 12% หรือถ้าให้ผลิตให้เลยจะเป็น 10% สองแบบหลังต้องคุยกันก่อน รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในหน้า ข้อตกลงผู้ขาย
แปลว่างานราคา 1,000 บาท เราได้ 850 บาท ทีนี้เอา 850 ไปหารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ใช้จริง ถ้างานนั้นกินเวลา 10 ชั่วโมง เท่ากับได้ชั่วโมงละ 85 บาท พอเห็นเลขนี้แล้วค่อยตัดสินใจว่าโอเคไหม เจ็บแต่ตรงไปตรงมากว่าการเดา
อีกเรื่องที่ต้องคิดตั้งแต่ตอนตั้งราคาคือรอบแก้ ถ้าไม่กำหนดไว้ งานหนึ่งชิ้นอาจยืดไปสามสัปดาห์เพราะแก้ไม่จบ เขียนลงในรายละเอียดสินค้าไปเลยว่าราคานี้รวมแก้กี่รอบ เกินจากนั้นคิดเพิ่มเท่าไหร่ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเอาเปรียบ เขาแค่ไม่รู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน

เงินเข้าก่อนเริ่มงาน แต่ยังไม่ใช่ของเราทันที
ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างรับงานผ่านแชทกับรับผ่านหน้าร้านอยู่ตรงนี้ ลูกค้าจ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่ตอนกดสั่ง เราไม่ต้องเอ่ยปากขอมัดจำ ไม่ต้องส่งเลขบัญชีให้ใคร ไม่ต้องรอสลิป งานที่เข้าคิวคืองานที่จ่ายแล้วทั้งหมด
เงินก้อนนั้นไม่ได้วิ่งเข้าบัญชีเราทันที มันถูกพักไว้กับ Portjolio Care ก่อน แล้วจะขยับเป็นยอดพร้อมถอนเมื่อลูกค้ากดรับของ หรือครบ 7 วันหลังเรากดส่ง ระบบปล่อยให้เองแม้ลูกค้าลืมกด พอยอดพร้อมถอนถึง 300 บาทก็กดขอถอนได้เลย ไม่มีรอบโอนรายเดือน
ฟังดูเหมือนเสียเปรียบที่ต้องรอ แต่ลองมองจากฝั่งคนจ่ายเงินบ้าง เขากำลังโอนเงินก้อนหนึ่งให้คนที่ยังไม่เคยเจอกัน เพื่อแลกกับของที่ยังไม่มีอยู่จริง การมีคนกลางถือเงินไว้คือเหตุผลที่เขากล้ากดสั่งตั้งแต่แรก เราเคยเขียนเรื่องนี้จากมุมคนซื้อไว้ใน ซื้องานศิลปะออนไลน์ ปลอดภัยไหม เงินพักตรงกลางจนของถึงมือ
เรื่องเอกสาร ตอนสมัครไม่ต้องใช้อะไรเลย ขอแค่อีเมล ส่วนการยืนยันตัวตนจะขอครั้งเดียวตอนถอนเงินครั้งแรก ใช้รูปบัตรประชาชนหนึ่งรูปกับเลขบัญชี
บรีฟที่ชัดตั้งแต่ยังไม่เริ่มวาด
งานคอมมิชชันที่พังส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะวาดไม่สวย แต่พังเพราะสองฝ่ายเข้าใจโจทย์คนละแบบ
ตอนนี้ระบบยังไม่มีช่องให้เราตั้งคำถามบรีฟเป็นข้อๆ ให้ลูกค้ากรอก ตรงนี้พูดตรงๆ ว่าเป็นข้อจำกัดที่ยังอยู่ วิธีที่ใช้ได้จริงตอนนี้คือเขียนคำถามพวกนั้นลงในช่องรายละเอียดของงานเลย ทำเป็นลิสต์สั้นๆ ว่าอยากได้กี่ตัว ครึ่งตัวหรือเต็มตัว มีพื้นหลังไหม เอาไปใช้ทำอะไร ต้องการไฟล์ขนาดเท่าไหร่ แล้วบอกให้เขาพิมพ์มาให้ครบ
ส่วนที่ระบบทำให้แล้วคือรูปอ้างอิง ตอนชำระเงิน ลูกค้าแนบรูปได้สูงสุด 3 รูปต่องานหนึ่งชิ้น รูปพวกนั้นจะไปโผล่ในหน้าคอมมิชชันของร้านพร้อมกับออเดอร์ ไม่หายไปไหนเหมือนรูปที่ส่งมาในแชท และไม่ต้องมาไล่หาว่าอันไหนของใคร
ถ้าอยากให้คนกล้าสั่งมากขึ้น ให้ลงตัวอย่างงานเก่าที่ทำในสไตล์นั้นไว้ในหน้าเดียวกัน คนที่กำลังจะจ่ายเงินอยากเห็นว่าผลลัพธ์หน้าตาประมาณไหน มากกว่าอยากอ่านว่าเราเก่งแค่ไหน
ระหว่างทำงาน คิวอยู่ที่เดียว
พอมีออเดอร์เข้ามา หน้าคอมมิชชันฝั่งร้านจะรวมทุกอย่างไว้ให้ ด้านบนเป็นตัวเลขสองตัวคือจำนวนงานที่ยังค้างอยู่ในคิว กับจำนวนช่องคิวที่ยังเปิดรับอยู่รวมทุกบริการ ถัดลงมาเป็นบริการของฉัน ซึ่งแต่ละใบสลับเปิดรับกับปิดรับได้ในปุ่มเดียว วันไหนงานล้นก็กดปิดไว้ก่อน หน้าร้านยังอยู่ครบ แค่กดสั่งไม่ได้
ล่างสุดคือคิวงาน เรียงตามเดดไลน์ที่ใกล้ที่สุดขึ้นก่อน แต่ละใบมีชื่อลูกค้า เลขออเดอร์ รูปอ้างอิงที่เขาแนบมา และวันที่ต้องส่ง ซึ่งคำนวณจากวันที่จ่ายบวกจำนวนวันที่เราตั้งไว้ตอนลงงาน ไม่ต้องจดใส่ปฏิทินเอง
ตอนส่งงาน ถ้าเป็นงานไฟล์ให้แนบไฟล์ส่งมอบในหน้าออเดอร์ได้เลย สูงสุด 5 ไฟล์ ไฟล์ละไม่เกิน 25MB ไฟล์อยู่ในที่เก็บแบบส่วนตัว ลูกค้าเห็นลิงก์ดาวน์โหลดทันทีจากหน้าออเดอร์ของเขา ถ้าเป็นงานที่ต้องส่งของจริงก็กดส่งแล้วใส่เลขพัสดุตามปกติ
เรื่องการติดต่อระหว่างทาง ในเว็บยังไม่มีระบบแชท เราใส่ลิงก์ LINE หรือ IG ไว้ที่หน้าร้านแล้วให้ลูกค้ากดคุยต่อในนั้น ส่วนออเดอร์ใหม่จะเด้งแจ้งเตือนมาตามช่องทางที่เลือกไว้ เลือกได้ระหว่าง Telegram เว็บพุช หรืออีเมล

ทำยังไงให้คิวไม่ขาดตอน
เปิดคิวได้เป็นเรื่องหนึ่ง มีคนจองต่อเนื่องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนนี้ระบบช่วยได้บางส่วน ที่เหลือเป็นวินัยของเราเอง
อย่างแรก อย่าปล่อยให้แท็บคอมมิชชันว่าง ทุกหน้าร้านมีแท็บนี้อยู่แล้ว ถ้ายังไม่ได้เปิดรับอะไร คนที่เข้ามาดูจะเจอข้อความว่าร้านนี้ยังไม่เปิดรับคอมมิชชัน ซึ่งเท่ากับปิดประตูโดยไม่ได้ตั้งใจ เปิดค้างไว้สักหนึ่งบริการ ต่อให้คิวเต็ม คนก็ยังเห็นว่าเรารับงานแบบนี้และรู้ว่าต้องกลับมาดูอีกที
อย่างที่สอง ลิงก์ร้านคือของที่ต้องแปะทุกที่ พอมีลิงก์เดียวที่จบทั้งการดูผลงาน ดูราคา และกดสั่ง เราไม่ต้องพิมพ์อธิบายซ้ำทุกครั้งที่มีคนทักมา ดูตัวอย่างหน้าร้านจริงได้ที่ Naive Flora Tattoo ที่ใส่ทั้งลิงก์ Instagram เว็บไซต์ และ YouTube ไว้ในที่เดียวกับงานที่ขาย
อย่างที่สาม ปิดคิวให้เป็น ช่วงไหนไม่พร้อมรับงานให้เปิดโหมดพักร้อน ออเดอร์จะหยุดเข้าชั่วคราวแต่หน้าร้านยังอยู่ครบ ดีกว่าปล่อยให้คนสั่งเข้ามาแล้วเราทำไม่ทัน เพราะงานที่ส่งช้าหนึ่งครั้งกินความน่าเชื่อถือที่สะสมมาหลายเดือน

อย่างสุดท้าย ลงงานใหม่สม่ำเสมอแม้ในเดือนที่คิวว่าง หน้าร้านที่มีของอัปเดตเรื่อยๆ ถูกคนเจอบ่อยกว่าหน้าร้านที่นิ่งมาสามเดือน ถ้ายังไม่เคยเปิดร้านมาก่อน เริ่มจาก ขายงานศิลปะออนไลน์ เริ่มยังไงให้ขายได้จริง ก่อนได้
คำถามที่เจอบ่อย
รับวาดรูปคอมมิชชั่นต้องมีผลงานเยอะแค่ไหนถึงจะเปิดร้านได้
ไม่มีขั้นต่ำ เปิดร้านใช้แค่อีเมลกับชื่อร้าน ใช้เวลาราวครึ่งนาที แต่ถ้าถามว่ามีเท่าไหร่ถึงจะมีคนกล้าสั่ง ประสบการณ์จากร้านที่เปิดจริงคือมีตัวอย่างงานสัก 3 ถึง 5 ชิ้นในสไตล์ที่เรารับ ก็พอให้คนตัดสินใจได้แล้ว สำคัญกว่าจำนวนคือมันต้องเป็นสไตล์เดียวกับที่เราเปิดรับจริง
ถ้าลูกค้าไม่ชอบงานที่ส่งไป จะเกิดอะไรขึ้น
ลูกค้าแจ้งปัญหาได้จากหน้าออเดอร์ภายใน 7 วันหลังได้รับของ แล้วทีมงานจะเข้าไปตรวจสอบ เงินที่ยังพักอยู่กับ Portjolio Care จะยังไม่ถูกปล่อยจนกว่าเรื่องจะจบ ทางที่ป้องกันได้ดีที่สุดคือเขียนขอบเขตงานกับจำนวนรอบแก้ไว้ในรายละเอียดสินค้าตั้งแต่แรก และส่งภาพความคืบหน้าให้ดูระหว่างทางผ่านช่องทางแชทที่ผูกไว้
เปิดรับคอมมิชชันหลายแบบพร้อมกันได้ไหม
ได้ และควรทำด้วย แต่ละแบบคือการลงงานหนึ่งชิ้น เช่น ครึ่งตัวหนึ่งชิ้น เต็มตัวหนึ่งชิ้น ภาพคู่อีกหนึ่งชิ้น แยกกันแบบนี้ตั้งจำนวนคิวกับจำนวนวันแยกกันได้ ปิดรับเฉพาะแบบที่งานล้นได้ และตัวเลขช่องคิวที่เปิดรับรวมจะรวมมาให้เห็นในหน้าเดียว
ราคาที่ตั้งไว้ ปรับทีหลังได้ไหม
ได้ แก้ไขรายละเอียด ราคา จำนวนคิว หรือจำนวนวันได้ตลอดจากหน้าจัดการสินค้า ออเดอร์ที่รับไว้แล้วยังคิดตามราคาเดิมที่ลูกค้าจ่ายมา การปรับราคาจะมีผลกับคนที่สั่งหลังจากนั้น ถ้าคิวเต็มเร็วเกินไปทุกรอบ นั่นคือสัญญาณว่าตั้งราคาต่ำไป
ไม่ต้องรอให้พร้อมทุกอย่างก่อนค่อยเปิด เปิดร้าน ลงงานสั่งทำหนึ่งชิ้น ใส่จำนวนคิวที่ทำไหวจริงกับจำนวนวันที่บวกเผื่อไว้แล้ว เขียนขอบเขตงานให้ชัด แล้วเอาลิงก์นั้นไปแปะไว้ในไบโอ เท่านี้คิวก็มีที่อยู่ของมันแล้ว ที่เหลือค่อยปรับหน้างานไปทีละรอบ เปิดร้านฟรี ไม่มีค่าแรกเข้า ค่าธรรมเนียมหักเมื่อขายได้เท่านั้น



