Stephen Powers หรือ ESPO เป็นศิลปินจากฟิลาเดลเฟียที่เริ่มจากการพ่นกราฟฟิตี แล้วเปลี่ยนมาเขียนป้ายด้วยมือ งานของเขาหน้าตาเหมือนป้ายร้านค้าหน้าตึก แต่ข้อความบนนั้นเป็นเรื่องชีวิตประจำวันของคน เช่น เหนื่อย ขอโทษ ค่าเช่า หรือแบตใกล้หมด

Hi-Fructose เพิ่งเอาบทสัมภาษณ์เก่าของเขาจากฉบับ 59 มาลงเว็บเมื่อต้นเดือนนี้ เราอ่านแล้วชอบประโยคหนึ่งมาก เขาบอกว่ากราฟฟิตีคือการโฆษณาตัวเอง ส่วนศิลปะคือการสำรวจตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับชีวิตเขาเลย เพราะเขาเปลี่ยนจากการเขียนชื่อตัวเองไปทั่วเมือง มาเป็นการเขียนว่าวันนี้ตัวเองรู้สึกยังไง
ชื่อ ESPO มาจากไหน
Powers เกิดปี 1968 บอกว่าเห็นกราฟฟิตีมาตั้งแต่ ป.3 ตอนอายุ 14 เขาเขียนคำว่า Brick ไว้หลังร้าน 7-11 แถวบ้าน ต่อมาปี 1984 เปลี่ยนมาเขียน SP แล้ว Tom Walls ก็แนะนำว่าเป็น ESPO สิ ชื่อนี้เลยติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
เขาย้ายมานิวยอร์กปี 1994 พอถึงปี 2000 ก็เลิกพ่นกำแพงแล้วมาทำงานในสตูดิโอเต็มตัว จากนั้นได้ไปแสดงงานที่ Venice Biennale ครั้งที่ 49 (ปี 2001) กับ Barry McGee และ Todd James ด้วย คนที่เริ่มจากหลังเซเว่นแล้วไปถึงเวนิส เราว่าเรื่องนี้ก็เท่แล้ว

วิธีคิดคำและเลือกฟอนต์
ขั้นตอนของเขาง่ายมาก คือจับปากกาแล้วปล่อยให้เขียนไปเรื่อยๆ ราว 20 นาที จากนั้นเลือกวลีที่สะดุดตาไปเขียนลงผ้าใบ ดูจากงานแล้วเป็นคำเล่นคำเยอะ ประโยคสั้นๆ อย่าง BACK IN THE SOUP หรือ WATCHING THE BATTERY RUN DOWN อ่านแล้วขำก่อน แล้วค่อยรู้สึกว่าเออ นี่มันเราเลย
ตัวหนังสือที่เขาใช้ เขาเรียกเองว่าเป็น Signwriters Gothic ฉบับเพี้ยน ส่วนเรื่องสีเขามีกฎว่า สีเดียวดีที่สุด สองสีดี สามสีเริ่มเกิน สี่สีน่าเบื่อ (ฟังแล้วเราก็งงนิดหน่อย เพราะงานหลายแผ่นของเขาเกินสี่สีไปไกลมาก เขาน่าจะหมายถึงป้ายแต่ละคำมากกว่า แต่เราเดาเอานะ)
อีกประโยคที่เราจดไว้ เขาบอกว่าป้ายที่ชอบที่สุดคือป้ายที่ดูเหมือนคนเขียนทำเร็วที่สุดและดีที่สุดเท่าที่ทำได้ คนที่เคยจ้างช่างเขียนป้ายหน้าร้านน่าจะเข้าใจ เส้นมันไม่เป๊ะ แต่อ่านแล้วรู้เลยว่ามีคนเขียนจริงๆ


จดหมายรัก 50 กำแพงในฟิลาเดลเฟีย
งานที่คนพูดถึงมากที่สุดของเขาคือ A Love Letter for You ปี 2009 เขากลับไปบ้านเกิดและเขียนกำแพง 50 ด้านในเวสต์ฟิลาเดลเฟีย ไล่ตามแนวรถไฟลอยฟ้าสาย Market-Frankford ตั้งแต่ถนนสาย 45 ถึงสาย 63 โครงการนี้ได้ทุนจาก Pew Center for Arts & Heritage 260,000 ดอลลาร์ และทำร่วมกับ Mural Arts ของเมือง
เรื่องที่วางไว้คือเด็กผู้ชายคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงผู้หญิงที่นั่งรถไฟสายนี้ คนบนรถจึงได้อ่านเหมือนอ่านจดหมายทีละหน้าผ่านหน้าต่าง คิดดูแล้วเป็นไอเดียที่น่ารักมาก และใช้ของที่กราฟฟิตีเก่งที่สุดอยู่แล้ว คือการรู้ว่าคนบนรถไฟจะเห็นตรงไหน Mural Arts เคยจัดทัวร์นั่งรถไฟดูงานชุดนี้ด้วย ถ้าใครจะไปฟิลาเดลเฟียลองเช็กกับเขาก่อนว่ายังมีไหม

ตึกในภาพบนเขียนว่า LEGS TIRED BACK SORE แปลตรงๆ ว่าขาล้า หลังปวด ตัวใหญ่เต็มผนัง ใครเคยเดินกลับบ้านหลังเลิกงานแล้วเจอป้ายนี้ น่าจะยิ้มออกอยู่บ้าง ถ้าเพื่อนๆ ชอบป้ายที่มาจากของจริงตามถนนแบบนี้ เคยมีฟอนต์ Nudge จากป้ายเก็บมูลสุนัข ที่เราเขียนถึงไปแล้ว อ่านต่อกันได้
ร้านของเขาตอนนี้
ในบทสัมภาษณ์ เขาเล่าถึงร้าน ESPO's Art World ในบรูกลินที่ขายงานให้คนซื้อตรงกับเขา ตรงนี้ต้องบอกว่าข้อมูลเก่าไปแล้ว เพราะ NY1 รายงานว่าร้านปิดหน้าร้านไปตอนปลายปี 2023 หลังเปิดมา 11 ปี ส่วนที่โตเกียวเขาเปิด ESPOKYO เมื่อมิถุนายน 2023 (เราเช็กไม่ได้ว่าตอนนี้ยังเปิดรับคนเข้าไปดูไหม เพื่อนๆ ที่จะไปลองถามทาง Instagram ก่อน)

เราชอบงานของ ESPO ตรงที่อ่านรู้เรื่องโดยไม่ต้องมีความรู้ศิลปะเลย ใครที่เขียนป้าย ทำโปสเตอร์ หรือออกแบบตัวอักษรอยู่ น่าจะได้ไอเดียกลับไปเยอะ และถ้าอยากเริ่มดูสักชุด เราแนะนำ A Love Letter for You
ติดตามงานของเขาได้ที่ firstandfifteenth.net และ Instagram @steveespopowers
อ้างอิงข้อมูลจาก Hi-Fructose ฉบับ 59 (Clayton Schuster), Penn Today, NY1 และ Wikipedia
Photo credit: Stephen ESPO Powers และ Matthew Kuborn, courtesy of ESPO ผ่าน Hi-Fructose
เสื้อยืดจากร้านใน Portjolio

Inspo Gone Creativity Tee เสื้อยืดจากคอลเลกชัน Inspo Gone ของเรา สำหรับคนที่ชอบใส่คำไว้บนตัวเหมือนกัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


