ในสเปซิเมนของ Neurath Mono มีหน้าหนึ่งที่เป็นแค่ตารางตัวเลข BAU 1925 REN 1927 MOD 1930 เรียงกันลงมาเป็นคอลัมน์ ไม่มีอะไรหวือหวาเลย แต่ถ้าเอาไม้บรรทัดไปทาบจะเห็นว่าเลขทุกตัวตรงกันหมดพอดี ไม่ต้องจัดอะไรเพิ่ม นั่นแหละคือทั้งหมดที่ฟอนต์โมโนสเปซทำ

ฟอนต์ตัวนี้เป็นงานใหม่ของ Studio René Bieder ที่เพิ่งปล่อยออกมาเดือนสิงหาคมนี้ เป็นคู่ของ Neurath ตัวเดิมที่เป็นซานส์เรขาคณิต ต่างกันตรงที่ตัวนี้บังคับให้ทุกตัวอักษรกว้างเท่ากันหมด ตั้งแต่ตัว i ผอม ๆ ไปจนถึงตัว m ที่ปกติกินที่สามเท่า

ข้อจำกัดที่กลายเป็นรสนิยม
ความกว้างเท่ากันนี้ไม่ได้เกิดจากใครคิดว่ามันสวย มันเกิดจากเครื่องพิมพ์ดีดที่แคร่เลื่อนทีละหนึ่งช่องเท่ากันทุกครั้ง ทำอย่างอื่นไม่ได้ พอมาถึงยุคจอเทอร์มินัลก็ยังต้องเป็นแบบนั้นต่อ เพราะจอสมัยนั้นวาดตัวอักษรลงในตารางช่องสี่เหลี่ยม
แล้ววันหนึ่งเทคโนโลยีก็เลิกบังคับ เราพิมพ์อะไรก็ได้ กว้างเท่าไหร่ก็ได้ แต่คนกลับไม่เลิกใช้โมโนสเปซ ตอนนี้มันโผล่อยู่บนถุงกาแฟ ป้ายราคาในร้านเสื้อผ้า เว็บสตูดิโอออกแบบ และแบรนด์เทคเกือบทุกเจ้าที่อยากดูจริงจังโดยไม่ต้องทำตัวเป็นทางการ
ข้อจำกัดที่หมดอายุแล้วกลายเป็นน้ำเสียง คนอ่านเห็นตัวอักษรกว้างเท่ากันแล้วรู้สึกถึงความแม่นยำ ความเป็นเครื่องมือ ความไม่พยายามขาย ทั้งที่จริง ๆ มันคือการเลือกใช้อยู่ดี

ชื่อนี้ไม่ได้ตั้งมาเล่น ๆ
Neurath มาจาก Otto Neurath นักคิดชาวออสเตรียที่ทำงานอยู่ในเวียนนาช่วงทศวรรษ 1920 เขาอยากให้คนทั่วไปเข้าใจข้อมูลเรื่องเมือง เรื่องแรงงาน เรื่องสุขภาพ โดยไม่ต้องอ่านตัวเลขเป็น เลยพัฒนาระบบภาพสัญลักษณ์ขึ้นมาแทน ซึ่งภายหลังรู้จักกันในชื่อ Isotype
กติกาของระบบนั้นเรียบง่ายจนน่าทึ่ง คือถ้าจะบอกว่าคนเยอะขึ้น ให้เพิ่มจำนวนรูปคน ห้ามขยายรูปคนให้ตัวใหญ่ขึ้น เพราะตาคนอ่านขนาดผิด แต่นับจำนวนไม่ผิด หน่วยเดียวกัน ซ้ำ ๆ เรียงกันไป

ฟอนต์ที่ทุกตัวกว้างเท่ากันก็ทำงานด้วยตรรกะเดียวกันเป๊ะ คือใช้หน่วยเดียวซ้ำไปเรื่อย ๆ แล้วให้ความหมายเกิดจากการนับ ไม่ใช่จากการเน้น ชื่อกับของเลยเข้ากันดีกว่าที่คิด
ของจริงในตัวฟอนต์
ตระกูลนี้มี 18 สไตล์ คือเก้าน้ำหนักตั้งแต่ Thin ถึง Black บวกตัวเอียงครบทุกน้ำหนัก โครงเป็นเรขาคณิต วงกลมค่อนข้างกลม ตัวพิมพ์เล็กสูงกว่าปกติ ซึ่งช่วยให้อ่านตัวเล็ก ๆ บนจอได้สบายขึ้น
ที่ชอบคือชุดตัวเลือกที่เขาใส่มาให้ มีทั้งตัว a แบบสองชั้น ลิเกเจอร์แบบเลือกเปิดเอง เศษส่วน ตัวยกตัวห้อย และตัวที่เติมเซริฟเล็ก ๆ เข้าไปเฉพาะบางตัวอักษร อันหลังนี้เป็นวิธีคลาสสิกของฟอนต์โมโน เพราะ i กับ l กับ 1 ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะหน้าตาเหมือนกันจนคนอ่านโค้ดด่า

อีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้คือชุดอักขระที่รองรับภาษายุโรปได้กว้าง ตัวที่มีขีดมีจุดมีหางทั้งหลายถูกออกแบบมาให้อยู่ในความกว้างเท่ากันโดยไม่เบียดกันจนอ่านไม่ออก ซึ่งเป็นงานที่ยากกว่าตัวอักษรพื้นฐานมาก

ทำไมสตูดิโอถึงหยิบโมโนกันเยอะขึ้น
เราเคยเขียนถึง DGM Saffron ที่ทำเวอร์ชันโมโนสเปซออกมาด้วย ซึ่งตอนนั้นก็เห็นแนวโน้มเดียวกันแล้ว คือโรงหล่อสมัยนี้ไม่ได้ทำโมโนไว้ให้โปรแกรมเมอร์อย่างเดียว แต่ทำไว้ให้นักออกแบบเอาไปใช้เป็นเสียงรองในระบบภาพ
เวลาแบรนด์หนึ่งมีฟอนต์หลัก แล้วอยากได้อีกเสียงหนึ่งไว้ใส่รหัสสินค้า วันที่ ราคา หรือข้อความเล็ก ๆ ที่ควรดูเหมือนข้อมูลมากกว่าคำโฆษณา โมโนคือคำตอบที่ง่ายที่สุด มันบอกคนอ่านทันทีว่าตรงนี้อ่านเอาข้อมูลนะ ไม่ต้องอิน
ที่เหลือคือคำถามว่าเราจะใช้มันไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ความรู้สึกแม่นยำแบบนี้จะกลายเป็นแค่ลุคหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ใส่ได้ เหมือนที่เคยเกิดกับฟอนต์อื่นมาแล้วหลายตัว
ดูตระกูลเต็มได้ที่ Studio René Bieder
อ้างอิง: Studio René Bieder, Typecache
Photo credit: Studio René Bieder
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Blue Pinstripe Cup เส้นถี่ที่เว้นระยะเท่ากันทั้งใบ ตรรกะเดียวกับตัวอักษรที่กว้างเท่ากันหมด ต่างกันแค่ว่าอันนี้ใส่กาแฟได้
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


