อุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกาแจกแผ่นพับให้ผู้มาเยือนมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 ต่างอุทยานก็ต่างภาพถ่าย ต่างแผนที่ ต่างเรื่องเล่า แต่ถ้าเอามาวางเรียงกันบนโต๊ะ ทุกแผ่นดูเหมือนออกมาจากที่เดียวกัน แถบดำตรงหัวกระดาษ ตำแหน่งชื่ออุทยานที่เดิม ระยะขอบที่เท่ากันทุกใบ สิ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้นคือ grid system ชุดหนึ่งที่ชื่อ Unigrid ซึ่ง Massimo Vignelli วางไว้ให้กรมอุทยานตั้งแต่ปี 1977 แล้วมันก็ยังทำงานอยู่จนถึงวันนี้
เรื่องของกริดมักถูกเล่าในฐานะเทคนิค เส้นบางๆ ที่นักออกแบบลากไว้ก่อนวางของ แต่สิ่งที่กริดทำจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเส้น มันคือการตัดสินใจล่วงหน้า ตัดสินใจครั้งเดียวว่าอะไรจะอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องนั้นอีกเป็นร้อยครั้งในภายหลัง

กริดไม่ได้เริ่มจากทฤษฎีความงาม
ก่อนจะมีคำว่ากริด มีแต่ช่างเรียงพิมพ์กับตัวตะกั่ว ตัวอักษรแต่ละตัวมีความกว้างตายตัว บรรทัดหนึ่งจึงยาวได้เท่าที่ถาดเรียงพิมพ์ยอมให้ยาว หนังสือพิมพ์ต้องแบ่งหน้าเป็นคอลัมน์แคบๆ เพราะสายตาคนอ่านตัวเล็กขนาดนั้นได้ทีละไม่กี่คำ ไม่ใช่เพราะใครคิดว่าคอลัมน์สวย
ความเป็นระเบียบของหน้าหนังสือพิมพ์จึงเป็นผลพลอยได้จากเครื่องจักร ไม่ใช่รสนิยม แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ เมื่อคนคุ้นกับระเบียบแบบนี้นานพอ ระเบียบก็เลื่อนสถานะจากข้อจำกัดกลายเป็นภาษา คนอ่านเริ่มใช้ตำแหน่งบนหน้ากระดาษเป็นเครื่องมือบอกว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร โดยไม่มีใครต้องอธิบาย

สวิสเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นวิธีคิด
สิ่งที่นักออกแบบสวิสในทศวรรษ 1950 ถึง 1960 ทำ คือหยิบระเบียบที่เคยเป็นเรื่องของโรงพิมพ์ขึ้นมาเป็นเรื่องของความคิด Karl Gerstner เขียน Designing Programmes ในปี 1964 โดยเสนอว่าหน้าที่ของนักออกแบบไม่ใช่การออกแบบผลลัพธ์ชิ้นเดียว แต่คือการออกแบบชุดกติกาที่จะผลิตผลลัพธ์ได้อีกไม่รู้กี่ชิ้น เขาเรียกกริดว่าเป็นตัวควบคุมสัดส่วน ระบบที่เตรียมที่ว่างไว้ให้กับของที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
อีกสิบเจ็ดปีถัดมา Josef Müller-Brockmann รวบรวมวิธีคิดนี้เป็นเล่มชื่อ Grid Systems in Graphic Design ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Niggli ในปี 1981 หนังสือเล่มนั้นไม่ได้ขายความสวย มันขายความคิดที่ว่างานออกแบบควรรับใช้เนื้อหา และนักออกแบบควรถอยออกจากภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความคิดแบบนี้ทำให้กริดกลายเป็นเรื่องของท่าที ไม่ใช่แค่เครื่องมือ คนที่เลือกใช้กริดกำลังบอกว่าเขายอมสละอิสระบางส่วนของตัวเอง เพื่อให้คนอ่านได้อะไรที่คาดเดาได้และไม่ต้องออกแรง
ระบบจะมีค่าก็ต่อเมื่อคนอื่นใช้ต่อได้
กลับมาที่ Unigrid อีกครั้ง สิ่งที่ทำให้มันอยู่มาเกือบห้าสิบปีไม่ใช่ความงามของแผ่นพับใบใดใบหนึ่ง แต่คือความจริงที่ว่าคนที่ทำแผ่นพับใบต่อไปไม่จำเป็นต้องเป็น Vignelli ระบบเขียนกติกาไว้ครบพอที่คนอื่นจะทำงานต่อได้โดยไม่ทำให้ทั้งชุดพัง ทุกวันนี้ Unigrid ถูกเก็บเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันถาวรที่ MoMA
นี่คือจุดที่กริดต่างจากรสนิยมส่วนตัว รสนิยมตายไปพร้อมกับคนที่มี ส่วนระบบอยู่ต่อได้ในมือคนที่ไม่เคยเจอกัน

กริดที่ไม่ได้อยู่บนกระดาษ
เรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสถาปัตยกรรมก่อนงานกราฟิกด้วยซ้ำ ระยะห่างระหว่างเสาเป็นตัวกำหนดว่าหน้าต่างจะกว้างเท่าไหร่ ผนังจะแบ่งกี่ช่วง ทั้งอาคารจึงเดินตามจังหวะเดียวกันทั้งหลังโดยที่คนเดินผ่านไม่เคยนับ

บนหน้าจอ กริดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แทบไม่มีใครพูดถึงแล้ว ระบบสิบสองคอลัมน์ที่เฟรมเวิร์กส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันมาจากเหตุผลง่ายๆ ว่าสิบสองหารด้วยสอง สาม สี่ และหกได้ลงตัว ส่วนการวางระยะเป็นทวีคูณของแปดพิกเซลก็มาจากความต้องการให้ตัวเลขเดียวกันทำงานได้บนหน้าจอที่มีความละเอียดต่างกัน เหตุผลเบื้องหลังยังเป็นเรื่องการผลิตเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่ว่าเครื่องจักรย้ายจากโรงพิมพ์มาอยู่ในมือเรา
ฝ่ากริดได้ก็ต่อเมื่อมีกริดให้ฝ่า
ข้อกล่าวหาที่กริดได้รับบ่อยที่สุดคือมันทำให้งานน่าเบื่อ ซึ่งมีส่วนจริงถ้าคนใช้หยุดคิดตั้งแต่วางเส้นเสร็จ แต่งานที่ดูฉีกกฎแล้วยังดูดีเกือบทั้งหมดมีกริดอยู่ข้างใต้ ภาพที่ทะลุคอลัมน์ออกไปจะรู้สึกว่าตั้งใจก็ต่อเมื่อมีคอลัมน์ให้ทะลุ ถ้าไม่มีอะไรให้ฝ่า การวางของนอกที่ก็เป็นแค่การวางผิดที่

เรื่องนี้ใกล้กับที่เราเคยคุยกันไว้เรื่อง ที่ว่างที่ทำงานหนักที่สุดในงานออกแบบ ทั้งกริดและที่ว่างเป็นสิ่งที่คนดูไม่ได้ดู แต่เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งที่เขาดูจะทำงานหรือไม่ทำงาน
บางทีคำถามที่ใช้ได้จริงกว่าอาจไม่ใช่ว่าควรใช้กริดกี่คอลัมน์ แต่คือเรากำลังตัดสินใจเรื่องอะไรซ้ำๆ อยู่โดยไม่รู้ตัว แล้วเรื่องนั้นควรถูกตัดสินครั้งเดียวจบตั้งแต่ต้นหรือเปล่า
อ้างอิง: Karl Gerstner, Designing Programmes (1964) · Josef Müller-Brockmann, Grid Systems in Graphic Design, Niggli (1981) · Unigrid, Massimo และ Lella Vignelli สำหรับ United States National Park Service (1977) คอลเลกชัน MoMA
Photo credit: Joel Filipe, Ashni, Martin Péchy, 2H Media, Michał Kubalczyk, Anders Jildén via Unsplash
ของในเว็บที่เข้ากับเรื่องนี้

Daily Eyes Postcard No.10 โปสการ์ดชุดจาก perthsirin ที่ทุกใบใช้กรอบเดียวกัน ตำแหน่งคำบรรยายเดียวกัน เปลี่ยนแค่ภาพข้างใน เป็นตัวอย่างเล็กๆ ของระบบที่ปล่อยให้เนื้อหาเป็นฝ่ายพูด
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด