Tor Weibull เจอตัวอักษรชุดหนึ่งบนปกแผ่นเสียงของวง The Drifters เพลง Kissin' in the Back Row of the Movies ตัวหนังสือกลม ๆ ที่ดูเหมือนใครเอาลวดมาดัดเป็นตัวอักษรแล้วถ่ายเอกสารมา เขาไปตามหาว่ามันคือฟอนต์อะไร คำตอบคือ Paperclip Contour ของ Ad Werner ที่ Mecanorma ปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 1973
ปัญหาคือของเดิมใช้แทบไม่ได้ มันมีแต่ตัวเล็ก ตัวเลข กับเครื่องหมายวรรคตอนพื้นฐาน แล้วเป็นเส้นขอบกลวงอย่างเดียว ไม่มีตัวใหญ่ ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีอะไรให้เลือกเลย Clippy คือสิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น

ที่ต้องเล่าก่อนคือ Mecanorma ไม่ได้ขายฟอนต์แบบที่เราเข้าใจกันตอนนี้ เขาขายแผ่นตัวอักษรลอก คนออกแบบต้องเอาแผ่นมาทาบบนกระดาษแล้วขูดหลังแผ่นให้ตัวหนังสือหลุดลงมาทีละตัว ตัวไหนขูดเบี้ยวก็เบี้ยว ตัวไหนใช้หมดก่อนก็ต้องซื้อแผ่นใหม่ ฟอนต์ยุคนั้นเลยออกแบบมาเพื่อพาดหัวและโปสเตอร์ ไม่ได้ทำมาเรียงเป็นเนื้อความ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม Paperclip Contour ถึงมีแค่ตัวเล็กกับตัวเลขแล้วจบ
ฟอนต์ที่เคยมีอยู่ครึ่งเดียว
เรื่องที่เราชอบที่สุดของฟอนต์ตัวนี้คือ มันเคยมีเวอร์ชันทึบอยู่แล้ว แต่ไม่เคยขาย
ย้อนกลับไป Ad Werner เคยวาดเวอร์ชันเติมเนื้อทึบไว้ใช้ทำโลโก้ให้ Opzij นิตยสารเฟมินิสต์ของเนเธอร์แลนด์ แต่มันจบอยู่แค่นั้น ไม่เคยถูกทำออกมาเป็นฟอนต์ให้คนอื่นใช้ พูดง่าย ๆ คือรูปทรงมีอยู่จริงมาห้าสิบปี แค่ไม่มีใครเอามาทำให้ครบ
Weibull เลยเริ่มจากตรงนั้น "สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือการเปลี่ยนสไตล์เส้นขอบให้กลายเป็นตัวทึบ แต่ผมยังเพิ่มตัวพิมพ์ใหญ่เข้าไปด้วย และออกแบบตัวเลขใหม่ให้เข้ากับระบบ" เขาบอก

ท่าที่สามที่ชื่อ Retalic
ปกติฟอนต์มีสองท่า ตรงกับเอียง Clippy มีสาม ท่าที่เพิ่มมาชื่อ Retalic คือเอียงย้อนกลับไปทางซ้าย
ฟังดูเป็นลูกเล่น แต่พอเห็นของจริงมันไม่ใช่ ตัวอักษรกลม ๆ ชุดนี้เวลาเอียงไปข้างหน้ามันดูเร็ว พอเอียงย้อนกลับมันดูเหมือนป้ายที่ติดเบี้ยว หรือสติกเกอร์ที่ลอกมาแปะไม่ตรง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ตัวอักษรลอกแบบเก่าให้ได้จริง ๆ สมัยที่คนยังต้องขูดตัวหนังสือลงกระดาษทีละตัว

ทั้งชุดมี 15 สไตล์ มาจากห้าน้ำหนักตั้งแต่ Thin ถึง Bold คูณสามท่านั้น และเป็นฟอนต์แปรผัน คือเลื่อนไปมาระหว่าง Retalic ตรง แล้วเอียง ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องสลับไฟล์ ตัวอักษรรวม 530 ตัว รองรับ 219 ภาษา มาสเตอร์ริงโดย Sebastian Carewe ขายสไตล์ละ 70 ยูโร
เรฟที่ไม่ใช่ฟอนต์
ตอนวาดใหม่ Weibull ไม่ได้ดูฟอนต์อื่นเป็นหลัก เขาไปดูตัวอักษรแบบโมดูลาร์ของ Herbert Bayer กับงานแกะสลักด้วยเครื่อง CNC
อย่างหลังนี่อธิบายรูปทรงได้ดีมาก เวลาหัวกัดวิ่งตามเส้น มันเลี้ยวโค้งเป็นรัศมีเดียวกันหมด เลี้ยวหักมุมไม่ได้ ตัวอักษรของ Clippy ก็เหมือนกัน ปลายเส้นทุกจุดเป็นครึ่งวงกลมเท่ากัน ช่องในตัว o กับ e เป็นวงรีแคบ ๆ ที่ดูเหมือนช่องว่างระหว่างลวดที่ดัดพับกลับ

ของแถมในชุดก็เยอะกว่าที่คิด มีเศษส่วน ตัวเลขยกกำลังทั้งบนและล่าง ตัวเลขในวงกลม ลูกศร เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ และตัวประดับ ทั้งหมดวาดด้วยตรรกะเส้นเดียวกันจนดูเป็นชุดเดียวจริง ๆ ไม่ใช่ของที่ยัดมาให้ครบ

สเปซิเมนก็เล่นกับที่มาของชื่อ หน้าหนึ่งเรียงคำว่า Staples, Marker, Pencils ไล่ลงมาเป็นรายการของบนโต๊ะทำงาน อีกหน้าเอาตัวเลขมาซ้อนกันจนอ่านไม่ออกแล้วปล่อยให้มันเป็นลาย ทั้งเล่มใช้แค่เขียวกับดำ

Kanon Foundry เป็นโรงหล่อที่ Weibull ตั้งกับ Alexander Örn เมื่อปี 2019 ขนาดยังเล็ก และเลือกงานแบบนี้ คืองานที่ไม่ได้เริ่มจากช่องว่างในตลาด แต่เริ่มจากของที่เจอแล้วค้างคาใจ
ปีนี้มีงานที่คิดคล้ายกันอยู่หลายตัว อย่าง ฟอนต์ที่ปลุกตัวพิมพ์ปี 1897 ขึ้นมาใหม่จากความทรงจำ ต่างกันตรงที่อันนั้นตั้งใจจำไม่ครบ ส่วน Clippy รู้ว่าของเดิมขาดอะไรแล้วเติมให้จบ
คำถามที่ค้างอยู่คือ ตัวอักษรที่เคยมีชีวิตอยู่บนแผ่นลอกแล้วหายไปพร้อมเทคโนโลยีนั้น ยังมีอีกกี่ตัวที่รอให้ใครสักคนเจอมันบนปกแผ่นเสียงเก่า
อ้างอิง: It's Nice That, Kanon Foundry และ Fonts In Use
Photo credit: Kanon Foundry / Tor Weibull via It's Nice That
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

โปสการ์ด Floral Childlike Art กระดาษแผ่นเดียวที่ยังต้องเขียนด้วยมือ เหมาะกับวันที่เพิ่งอ่านเรื่องตัวอักษรซึ่งเคยต้องขูดลงกระดาษทีละตัว
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


