ในแผ่นตัวอย่างมีคำสามคำวางซ้อนกันอยู่ LOW MID HIGH ทุกคำใช้น้ำหนักเท่ากันคือ 600 ขนาดเท่ากันคือ 460 แต่พอมองไล่ลงมา ตัวหนังสือมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ส่วนที่หนาเริ่มหนาขึ้น ส่วนที่บางเริ่มบางลง
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือค่าคอนทราสต์ และนั่นคือแกนที่ CC Timeline เอามาเล่นเป็นเรื่องหลักของทั้งฟอนต์

ฟอนต์แรกของโรงหล่อที่เพิ่งเปิด
CC Timeline คือฟอนต์ตัวแรกของ CCType โรงหล่อตัวอักษรที่ Koto สตูดิโอออกแบบแบรนด์เพิ่งตั้งขึ้นมา ก่อนหน้านี้ Koto วาดฟอนต์เฉพาะให้ลูกค้ามาหลายปี และเคยปล่อยของลง Google Fonts อยู่บ้าง อย่าง Polkadot, Faculty และ Stack Overflow ซึ่งมีคนใช้กันเยอะกว่าที่เขาคิด
Jowey Roden ที่เป็น Chief Creative Officer ของ Koto พูดถึงเหตุผลไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้มองตัวอักษรแบบแยกส่วน แต่มองว่ามันไปทำงานยังไงในระบบแบรนด์ทั้งก้อน บนเว็บ ในงานโมชัน คือฟอนต์ที่ดูดีในแผ่นสเปซิเมนกับฟอนต์ที่รอดตอนต้องไปอยู่ในทุกจุดของแบรนด์ ไม่ใช่ตัวเดียวกันเสมอไป

สามยุคที่ถูกยัดลงในสไลเดอร์เดียว
ที่มาของชื่อ Timeline อยู่ตรงนี้ ฟอนต์ตัวนี้หยิบอ้างอิงมาจากสามช่วงของประวัติตัวพิมพ์ คือยุคตัวเรียงโลหะ ยุคเรียงพิมพ์ด้วยแสง และยุคดิจิทัล
ปกติเวลานักออกแบบหยิบยุคมาอ้างอิง เขาจะเลือกมายุคเดียวแล้วทำให้ดี ฟอนต์ที่ได้ก็จะมีกลิ่นของยุคนั้นชัดๆ แต่ที่นี่เขาไม่เลือก เขาเอาความต่างของทั้งสามยุคมาแขวนไว้บนแกนแปรผัน แล้วปล่อยให้คนใช้เป็นคนเลื่อนเอง

ในทางเทคนิคมันมีสองแกน แกนน้ำหนักกับแกนคอนทราสต์ แล้วครอบครัวถูกแบ่งเป็นสามตระกูลย่อยตามระดับคอนทราสต์ คือ CC Timeline, CC Timeline Mid และ CC Timeline High ตระกูลละหกน้ำหนักตั้งแต่ Light ถึง Extrabold รวมทั้งหมด 18 สไตล์
ในแผ่นตัวอย่างอีกแผ่นเขาโชว์ให้เห็นว่าสองแกนนี้เดินสวนกันได้ ตัวหนังสือบรรทัดบนสุดน้ำหนัก 150 คอนทราสต์ 300 พอไล่ลงมาถึงบรรทัดล่างสุดกลายเป็นน้ำหนัก 580 คอนทราสต์ 20 ตัวบางแต่มีเส้นหนักเบาชัด ค่อยๆ กลายเป็นตัวหนาที่เส้นเท่ากันหมด

คนที่เคยเล่นฟอนต์ variable น่าจะคุ้นกับความคิดแบบนี้ เมื่อไม่นานมานี้เราก็เพิ่งเขียนถึง ฟอนต์ที่ลากตัวอักษรจากซานส์ไปหาเซริฟได้ในไฟล์เดียว ต่างกันตรงที่ตัวนั้นเลื่อนระหว่างรูปแบบ ส่วนตัวนี้เลื่อนระหว่างช่วงเวลา
ของที่ซ่อนอยู่ในเมนู OpenType
นอกจากสองแกนนั้น เขายังใส่ตัวสำรองมาให้เลือกอีกชุด มีตัว G กับตัว R แบบที่สอง มีตัว a แบบชั้นเดียว มีทรงเหลี่ยม มีหางตัวอักษรที่สั้นลง มีปลายเส้นแบบบาง รวมถึงเลขเศษส่วน เลขยกกำลัง และตัวเลขแบบตารางกับแบบตามความกว้าง
ฟังดูเป็นรายการยาว แต่สิ่งที่มันแปลว่าจริงๆ คือฟอนต์ตัวเดียวสามารถเปลี่ยนบุคลิกได้หลายรอบโดยที่ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำแบรนด์ต้องการมากกว่าคนทำโปสเตอร์ใบเดียว

เรื่องราคาที่พูดกันน้อย
อีกอย่างที่ CCType เปลี่ยนคือวิธีขาย แทนที่จะเป็นการซื้อสิทธิ์แบบแยกเป็นชั้นๆ ตามจำนวนคนใช้ ตามยอดวิว ตามจำนวนแอป เขาเลือกใช้การจ่ายครั้งเดียวจบ
คนที่เคยต้องนั่งอ่านตารางลิขสิทธิ์ฟอนต์ก่อนเสนอราคาลูกค้าจะรู้ว่านี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก มันคือเหตุผลที่ฟรีแลนซ์กับสตูดิโอเล็กหลายเจ้าเลือกใช้ฟอนต์ฟรีทั้งที่อยากได้ตัวอื่นมากกว่า

ประโยคที่เขาใช้โปรโมตคือ Rooted in Tradition. Built for Now. ซึ่งพูดตามตรงว่าเป็นประโยคที่โรงหล่อไหนก็เขียนได้ ทุกเจ้าบอกว่าตัวเองมีรากและมองไปข้างหน้าทั้งนั้น
สิ่งที่ทำให้ประโยคนี้ไม่ลอยในกรณีนี้คือมันมีของจับต้องได้อยู่ข้างหลัง รากที่ว่าไม่ได้เป็นแค่คำ แต่กลายเป็นตัวเลขที่ลากได้จริงในไฟล์เดียว

ที่เราคิดต่อคือถ้าประวัติของตัวพิมพ์ถูกทำให้เป็นแกนที่เลื่อนได้จริงๆ คำถามก็จะย้ายที่ จากเดิมที่ถามว่าจะเลือกฟอนต์จากยุคไหนมาใช้ กลายเป็นว่าจะหยุดสไลเดอร์ไว้ตรงไหน และทำไมถึงหยุดตรงนั้น
อ้างอิง: It's Nice That, cctype.com
Photo credit: CCType / Koto
ชวนดูของในเว็บ

Inspo Gone Creativity Tee เสื้อที่ตัวหนังสือคือของทั้งหมดบนนั้น เลยเป็นที่ทางที่ตัวอักษรจะได้ถูกมองจริงๆ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


