กล่องพัสดุจากอีเบย์ทยอยมาส่งที่สตูดิโอในบรุกลิน ข้างในเป็นตุ๊กตาบาร์บี้มือสองยุคเจ็ดศูนย์ถึงเก้าศูนย์ ปนกับสกิปเปอร์และเคน คนที่สั่งไม่ได้จะเอาตุ๊กตา เขาจะเอาตัวอักษรบนกล่อง เพราะโลโก้บาร์บี้ที่เราคุ้นตากันนั้นไม่เคยมีใครทำเป็นฟอนต์ไว้ มันมีแค่คำว่า Barbie ไม่มีตัว K ไม่มีตัว Z ไม่มีเลข ถ้าอยากได้ตัวอักษรครบ ต้องไปไล่เก็บจากกล่องของเล่นทีละกล่อง นี่คือวันทำงานปกติของคนออกแบบไตเติ้ลหนัง

คนที่สั่งตุ๊กตาชื่อ Teddy Blanks เขาทำสตูดิโอชื่อ Chips ที่วิลเลียมส์เบิร์กมาตั้งแต่ปี 2009 ร่วมกับ Adam Squires และ Dan Shields งานหลักคือออกแบบไตเติ้ลหนัง ซึ่งเป็นอาชีพที่คนดูแทบไม่รู้ว่ามีอยู่ เพราะมันโผล่บนจอแค่ไม่กี่วินาที แล้วก็หายไป
ครึ่งตัวอักษรจากกล่องของเล่น
งาน Barbie ของ Greta Gerwig เป็นเคสที่เล่าวิธีทำงานของเขาได้ดีที่สุด เครดิตท้ายเรื่องนั้น Blanks ตัดชิ้นส่วนกราฟิกออกมาทีละชิ้นจากไฟล์สแกนความละเอียดสูงของแพ็กเกจจิงที่ Mattel ส่งมาให้ แล้วเอาไปวางซ้อนกับภาพถ่ายตุ๊กตาแบบสามร้อยหกสิบองศาที่ PowerHouse VFX ถ่ายไว้

ส่วนตัวโลโก้ เขาไปเจอนิตยสารบาร์บี้ปลายยุคแปดศูนย์ที่พิมพ์โลโก้ไว้ใหญ่พอจะสแกนได้ จึงลากเป็นเวกเตอร์ แล้วค่อยไล่หาตัวที่ขาดจากกล่องตุ๊กตาที่สั่งมา ได้มาประมาณครึ่งตัวอักษร ที่เหลือต้องเดาต่อเอาเองว่าถ้าคนออกแบบยุคนั้นเขียนตัว Q เขาจะเขียนยังไง

เล่ามาถึงตรงนี้แล้วอาจคิดว่าเขาคงหวงงานตัวเองมาก แต่ Blanks พูดถึงอาชีพตัวเองแบบไม่โรแมนติกเลย เขาบอกว่า "ท้ายที่สุดแล้ว ไตเติ้ลหนังก็แค่ข้อผูกพันตามสัญญา" และเสริมอีกว่ามีหนังดีเยอะแยะที่ไตเติ้ลห่วย และมีหนังห่วยที่ไตเติ้ลเจ๋งมาก ไตเติ้ลไม่ได้ช่วยให้หนังดีขึ้น
สิ่งที่ David Lowery สอนเขา
ก่อนหน้านี้ Blanks ทำไตเติ้ลเหมือนทำแบรนด์ คือพยายามให้ทุกอย่างในเรื่องพูดภาษาเดียวกัน จนได้ทำ The Green Knight กับผู้กำกับ David Lowery ที่สั่งให้การ์ดขึ้นบทแต่ละบทใช้ฟอนต์คนละตัว สีคนละสี วิธีคิดคนละแบบ ขอแค่อยู่ในโลกยุคกลางเหมือนกันก็พอ
สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ ไตเติ้ลไม่ต้องรับใช้ระบบอะไรทั้งนั้น มันมีหน้าที่เดียวคือทำให้คนดูรู้สึกบางอย่าง ณ วินาทีที่มันขึ้นจอ แค่นั้นจริง ๆ

สัญลักษณ์ที่เขาไม่ได้ตั้งใจใส่
เคสที่เขาเล่าแล้วขนลุกคือ Weapons ของ Zach Cregger เขาออกแบบโลโก้เรียบ ๆ ใส่สามเหลี่ยมไว้ในตัว O เพราะมันคือรูประฆังในหนัง พอส่งไป ผู้กำกับทักกลับมาทันทีว่านี่คือโลโก้ของกลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม ซึ่งเข้ากับหนังพอดีเพราะทั้งเรื่องเล่าเรื่องการเลิกเหล้า Blanks บอกเองว่ามันหลอนอยู่เหมือนกัน เพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

อีกเรื่องคือ Werwulf ของ Robert Eggers ที่ผู้กำกับสเก็ตช์มาให้เองใน Photoshop ตัว W ตัวใหญ่ยืมโครงมาจากอักษรลอมบาร์ดิกในต้นฉบับตัวเขียนศตวรรษที่สิบสี่ ส่วนตัวเล็กเป็นแบล็กเลตเตอร์ที่เขียนหยาบ ๆ Blanks เอามาเก็บงานต่อใน Procreate แล้วไปหาซื้อกระดาษต้นฉบับเก่ามาสแกนเพื่อทำพื้นผิว ก่อนจะยัดเข้าฟิลเตอร์ displace ใน Photoshop ให้ตัวอักษรบิดตามเนื้อกระดาษจริง ๆ เส้นแนวนอนบนหัวตัว W เป็นไอเดียของ Eggers และฝ่ายการตลาดขอให้ทำให้บางลงหน่อยจะได้อ่านออกว่าเป็นตัว W
วิธีขุดหาตัวอักษรจากของจริงแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในวงการหนัง เราเคยเขียนถึง ชุดฟอนต์ที่เก็บตัวอักษรข้างรถบรรทุกทั่วยุโรปมาไว้ในชุดเดียว ซึ่งเป็นวิธีคิดสายเดียวกัน คือเชื่อว่าตัวอักษรที่เกิดจากงานจริงมีอะไรบางอย่างที่นั่งวาดขึ้นมาเองไม่ได้
งานที่ไม่มีใครเห็น
ส่วนที่เราชอบที่สุดคือ Nickel Boys ของ RaMell Ross ตอนทำเรื่องนี้ Blanks ไปค้นเรื่องโรงเรียนดัดสันดาน Dozier School for Boys ในฟลอริดา ที่แบ่งแยกเด็กตามสีผิว เขาไปดูป้ายเขียนมือในโรงเรียนนั้นว่าหน้าตาเป็นยังไง แล้วเอามาเป็นตัวตั้งของงาน

ประเด็นคือป้ายพวกนั้นไม่เคยโผล่ในหนังสักเฟรมเดียว คนดูไม่มีทางรู้ ไม่มีใครมานั่งจับผิดว่าตัว S โค้งเหมือนของจริงไหม แต่เขาเชื่อว่ามันสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ไม่ต้องพูดออกมา กับเรื่องจริงที่หนังพูดถึง
เราว่าตรงนี้แหละคือคำตอบว่าทำไมงานที่เจ้าตัวเรียกว่าข้อผูกพันตามสัญญา ถึงยังทำกันจริงจังขนาดนี้ ไตเติ้ลอยู่บนจอไม่กี่วินาที คนส่วนใหญ่กำลังหาที่นั่งหรือเปิดถุงป๊อปคอร์นอยู่ด้วยซ้ำ แต่ของที่ถูกทำมาดีจะทำงานกับเราก่อนที่เราจะรู้ตัวว่ามันทำงานอยู่
แล้วถ้าลองย้อนคิดดู ไตเติ้ลเรื่องล่าสุดที่คุณดูจบไป หน้าตาเป็นยังไงบ้าง
อ้างอิง: บทสัมภาษณ์ Teddy Blanks บน It's Nice That · ผลงานสตูดิโอ Chips
Photo credit: Chips (Teddy Blanks) via It's Nice That
ชวนดูของในเว็บ

Inspo Gone Creativity Tee เสื้อที่เอาตัวอักษรมาวางเป็นเรื่องหลักของงาน เหมือนกับไตเติ้ลหนังที่มีแค่คำไม่กี่คำให้เล่น
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


