ตอนตีหนึ่ง เราลองพิมพ์คำว่า lonely ลงไปในช่องค้นของเว็บชื่อ The Last Museum แล้วกด enter ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดว่าคงได้ภาพคนนั่งมองหน้าต่างสักสิบรูป สิ่งที่ขึ้นมาจริงๆ คือแผ่นหินสลักอียิปต์อายุเกือบสี่พันปี วางเรียงอยู่ข้างภาพพิมพ์นักแสดงคาบูกิ และมีดาบเล่มหนึ่งโผล่มาด้วยโดยไม่มีใครอธิบายว่าทำไม

The Last Museum คือเสิร์ชเอนจินสำหรับงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้มีของอยู่ในระบบราวหกล้านชิ้น จากศิลปินกว่าสองแสนเก้าหมื่นคน กระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ 4,903 แห่ง และครอบคลุมวัฒนธรรมกับสัญชาติ 304 กลุ่ม เว็บเปิดให้ใช้ฟรี ไม่ได้สังกัดพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีไหน และคนทำก็ไม่เปิดเผยตัวเอง
ตัวเลขพวกนี้ใหญ่จนแทบไม่มีความหมาย เราเลยขอเทียบแบบนี้ ถ้าคุณเดินดูวันละร้อยชิ้นทุกวันไม่มีวันหยุด คุณจะใช้เวลาราวหนึ่งร้อยหกสิบปีถึงจะดูจบ และระหว่างนั้นเขาก็ยังเพิ่มของเข้าไปเรื่อยๆ
ค้นด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ค้นด้วยชื่อ
สิ่งที่ทำให้เว็บนี้ต่างจากคลังภาพพิพิธภัณฑ์ที่เราเคยเปิด คือมันใช้การค้นแบบ semantic แปลว่าเราไม่ต้องรู้ชื่อศิลปิน ไม่ต้องรู้ปี ไม่ต้องรู้ว่าของชิ้นนั้นถูกจัดอยู่ในแผนกไหน พิมพ์คำที่อธิบายบรรยากาศลงไปได้เลย เช่น ท้องฟ้าก่อนฝนตก หรือ ของที่ดูแพงเกินจำเป็น แล้วมันจะพยายามหาให้

ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าหาของเก็บทั้งกอง เพราะระบบค้นแบบเดิมของพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบมาให้นักวิจัยใช้ คุณต้องรู้ก่อนว่าจะหาอะไร ถึงจะหาเจอ ส่วนคนที่แค่อยากเดินดูเฉยๆ มักจะได้กลับบ้านมือเปล่า
เรื่องนี้เราเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่พูดถึง คลังลายผ้าหกล้านชิ้นของพิพิธภัณฑ์เมืองมูลูส ของส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ไม่เคยได้ออกมาอยู่ในห้องจัดแสดง มันนอนอยู่ในลิ้นชัก รอวันที่มีคนถามถึงมันพอดี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มี
ของที่ไม่ควรมาเจอกันแต่มาเจอกัน

ความสนุกจริงๆ ของเว็บแบบนี้ไม่ได้อยู่ตรงที่มันหาของเจอ แต่อยู่ตรงที่มันวางของผิดที่ ภาพวาดพื้นบ้านญี่ปุ่นที่คนวาดขายให้นักเดินทางแบกกลับบ้าน ถูกวางไว้ข้างรูปปั้นหินอ่อนของลูกสาวช่างปั้นชาวฝรั่งเศส ทั้งสองชิ้นไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย นอกจากว่ามีคนคนหนึ่งพิมพ์คำเดียวกันแล้วมันโผล่มาพร้อมกัน

ในห้องจัดแสดงจริง เรื่องแบบนี้ไม่เกิด เพราะภัณฑารักษ์เขามีหน้าที่จัดของให้เป็นเรื่องเดียวกัน ของอียิปต์อยู่ปีกอียิปต์ ของญี่ปุ่นอยู่ปีกเอเชีย เดินตามลูกศรไปเรื่อยๆ แล้วจะได้ความรู้กลับไปหนึ่งชุด
เว็บนี้ทำตรงข้าม มันรื้อผนังทิ้งหมด แล้วปล่อยให้ของหกล้านชิ้นลอยอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งบางทีก็มั่ว บางทีก็ได้เห็นอะไรที่ไม่มีทางได้เห็นถ้าเดินในพิพิธภัณฑ์จริง
แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าคำนี้หน้าตาแบบไหน

ตรงนี้คือส่วนที่เราคิดว่าต้องพูดถึง เพราะเวลาเราพิมพ์คำว่า เหงา ลงไป แล้วเว็บส่งของกลับมาสิบชิ้น มันไม่ใช่ว่าโลกตัดสินว่าสิบชิ้นนี้เหงา มันคือโมเดลตัวหนึ่งที่ถูกฝึกมาแบบหนึ่ง ตัดสินว่าคำนี้ควรหน้าตาแบบนี้
ของที่ถูกบรรยายไว้ดีในระบบพิพิธภัณฑ์ก็มีโอกาสโผล่มาบ่อยกว่า ส่วนของที่ป้ายเขียนสั้นๆ ว่า ชาม ไม่ทราบผู้ทำ ก็จมอยู่ข้างล่างเหมือนเดิม การเปิดคลังให้คนเข้าถึงได้ กับการทำให้คนเห็นของอย่างเท่ากัน เป็นคนละเรื่องกัน

เรื่องลิขสิทธิ์เขาก็พูดไว้ตรงไปตรงมา งานส่วนใหญ่ในระบบเป็นสาธารณสมบัติ โหลดได้เลย ส่วนงานที่ยังมีลิขสิทธิ์จะโชว์ที่ความละเอียดต่ำ ให้ดูบนจอเท่านั้น ไม่ได้ให้เอาไปทำซ้ำ
เราเปิดเว็บนี้ทิ้งไว้ทั้งคืนแล้วก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ได้แค่รายการของแปลกๆ ในโน้ตหนึ่งหน้า กับความรู้สึกว่าของที่มนุษย์ทำแล้วเก็บไว้มันเยอะกว่าที่เคยคิดไว้มาก คำถามที่ค้างอยู่คือ พอทุกอย่างหาเจอได้หมดในช่องเดียว เรายังจะจำอะไรได้บ้าง
ที่มา: The Last Museum (lastmuseum.com), Colossal, ARTnews
Photo credit: The Metropolitan Museum of Art, Open Access
ชวนดูของในเว็บ

โปสการ์ด Floral Childlike Art จากร้าน naivefloraltattoo เป็นภาพขนาดที่ถือได้ในมือเดียว สวนทางกับการนั่งเลื่อนดูงานหกล้านชิ้นบนจอพอดี
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


