ปี 2023 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแทกู มีภาพถ่ายภูเขาแขวนอยู่ใบหนึ่ง สีเขียวยังอยู่ครบ ผ่านมาสองปี คนที่กลับไปดูรูปเดิมจะเจอว่าสีมันซีดลงไปเยอะจนแทบไม่เหลือเค้า ไม่ใช่เพราะไฟส่องแรงเกิน ไม่ใช่เพราะใครทำพัง แต่เพราะ Jungki Beak คนทำตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก

ภาพถ่ายภูเขาที่พิมพ์ด้วยเม็ดสีจากพืช บรรจุอยู่ในกล่องอะคริลิกใส
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

งานชุดนี้ชื่อ Photograph is of ___ วิธีทำสั้นมากถ้าเล่าเป็นบรรทัดเดียว คือเขาไปถ่ายภูเขา แล้วเก็บดอกไม้ ใบไม้ ลำต้น รากที่ขึ้นอยู่ตรงนั้นกลับมาด้วย จากนั้นสกัดออกมาเป็นเม็ดสี แล้วเอาเม็ดสีนั้นมาพิมพ์เป็นรูปภูเขาลูกเดิม

พูดอีกแบบคือ รูปภูเขาลูกนี้ทำมาจากภูเขาลูกนี้

ปัญหาคือสีจากพืชมันอยู่ไม่ทน

เม็ดสีที่ได้จากพืชแพ้ออกซิเจนกับแสง UV แบบเอาไม่อยู่ พิมพ์เสร็จวันนี้ อีกไม่กี่เดือนก็เริ่มซีด ช่างภาพทั่วไปเจอเรื่องแบบนี้คงเปลี่ยนไปใช้หมึกที่อยู่ได้ร้อยปี แต่ Beak เลือกทางตรงข้าม คือยอมรับไปเลยว่ามันจะจาง แล้วสร้างเครื่องมาถ่วงเวลาแทน

ผลงานชุด is of Songnisan ภาพถ่ายภูเขาในกล่องปิดผนึก
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

วิธีแรกง่ายและตรงไปตรงมา เขาเอาฝอยเหล็กใส่ไว้ในกล่องอะคริลิกที่ปิดสนิทพร้อมกับรูป ออกซิเจนที่ค้างอยู่ในกล่องจะไปทำปฏิกิริยากับเหล็กจนกลายเป็นสนิม พอออกซิเจนหมดไปกับการเป็นสนิม ก็ไม่เหลืออะไรมากัดสีในรูปอีก

ชอบตรงที่ว่าเครื่องมือถนอมรูปของเขา คือการปล่อยให้ของอีกอย่างผุแทน

รายละเอียดกล่องอะคริลิกที่ใส่ฝอยเหล็กไว้ดูดออกซิเจน
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

อีกวิธีเป็นเครื่องจริงจังกว่า ในชิ้น is of Songnisan 2024-4 เขาประกบรูปไว้ระหว่างแผ่นอะคริลิกใสสองแผ่น แล้วต่อปั๊มสุญญากาศที่คุมด้วย Arduino ให้ดูดอากาศออกจากช่องว่างตรงนั้นทุกสองชั่วโมง ตลอดเวลาที่งานตั้งแสดง

แปลว่าถ้ายืนดูงานชิ้นนี้นานพอ จะได้ยินเสียงปั๊มทำงานเป็นระยะ รูปนิ่งอยู่ในกรอบ แต่ระบบรอบตัวรูปไม่เคยหยุด

แล้วชิ้นที่ไม่มีเครื่องช่วยล่ะ

ขั้นตอนการสกัดเม็ดสีจากพืชในสตูดิโอของ Jungki Beak
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

มีอยู่ชิ้นหนึ่งชื่อ is of Naejangsan 2023-1 ที่เขาไม่ใส่ระบบถนอมอะไรให้เลย ปล่อยเปลือย ๆ ไว้แบบนั้น ตอนแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแทกูปี 2023 สียังชัดอยู่ พอถึงปี 2025 สีจางลงจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ชิ้นนั้นทำหน้าที่เหมือนตัวเปรียบเทียบ อยู่ในห้องเดียวกับชิ้นที่มีปั๊มมีฝอยเหล็ก แล้วบอกกลาย ๆ ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย นี่คือสิ่งที่จะเกิดกับทุกใบ ช้าเร็วต่างกันเท่านั้น

เม็ดสีจากดอกไม้และใบไม้ที่เก็บมาจากสถานที่ถ่ายภาพ
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

เราถ่ายรูปกันไว้ทำไม

Beak พูดถึงงานตัวเองไว้ประโยคเดียวที่ค้างอยู่ในหัวเรานาน ว่า "การที่ภาพถ่ายค่อย ๆ หายไป แปลว่าทุกครั้งที่เรามองมัน มันไม่ใช่ภาพเดิมอีกแล้ว"

ปกติเราถ่ายรูปเพราะอยากหยุดอะไรบางอย่างเอาไว้ ภูเขาลูกนั้นเปลี่ยนไปทุกฤดู ใบไม้ร่วง หญ้าขึ้นใหม่ แต่รูปที่เราถ่ายไว้ไม่เปลี่ยน แล้วเราก็ถือว่านั่นคือข้อดี

งานของ Beak แค่ถามกลับว่า ถ้ารูปมันเปลี่ยนตามไปด้วยล่ะ มันจะซื่อสัตย์กับภูเขากว่าเดิมหรือเปล่า ในเมื่อของที่ใช้พิมพ์ก็มาจากภูเขาลูกนั้น การที่มันจางก็คือการที่มันทำตัวตามธรรมชาติของวัสดุตัวเอง ไม่ได้เสียหายตรงไหนเลย

มุมมองการติดตั้งผลงานชุด Photograph is of ในห้องนิทรรศการ
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

ภาพถ่ายที่ถูกทำให้ไม่นิ่งแบบนี้เราเคยเจอมาแล้วในงานของ Deborah Turbeville ที่ฉีกรูปตัวเองแล้วประกอบขึ้นใหม่ ต่างกันตรงที่ Turbeville ลงมือทำกับรูปด้วยมือตัวเอง ส่วน Beak วางเงื่อนไขไว้แล้วปล่อยให้เวลาลงมือแทน

ภาพถ่ายภูเขาที่พิมพ์ด้วยเม็ดสีจากพืช ตั้งแสดงพร้อมระบบดูดอากาศ
ภาพ: Jungki Beak via CreativeApplications.Net

ที่แสบคือกล่องอะคริลิก ปั๊ม ฝอยเหล็ก ทั้งหมดนี้ก็มีอายุของมันเหมือนกัน สนิมเต็มเมื่อไหร่ก็หมดหน้าที่ ปั๊มพังเมื่อไหร่ก็จบ สุดท้ายเครื่องที่สร้างมาถนอมความทรงจำ ก็รอวันหมดอายุพร้อมกับสิ่งที่มันถนอมอยู่ดี

ระหว่างนั้นรูปก็ยังอยู่ ให้ดูได้อีกหลายรอบ แค่ไม่มีรอบไหนเหมือนกันเป๊ะ

ดูงานเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ Jungki Beak และ Instagram jungkibeak_studio

อ้างอิง: CreativeApplications.Net

Photo credit: Jungki Beak via CreativeApplications.Net


ชวนดูของในเว็บ

Shoreline Yunomi Cup แก้วเซรามิกงานปั้นมือ

Shoreline Yunomi Cup ของอีกชิ้นที่ผิวมันบอกอยู่แล้วว่าทำมาจากอะไร และจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามวันที่ใช้

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด