เช้าวันหนึ่งเราเลื่อนฟีดผ่านรูปทะเลรูปหนึ่ง คลื่นสวยมาก แสงกำลังดี แล้วก็หยุดค้างไว้ตรงนั้นสองวินาที ไม่ใช่เพราะมันสวย แต่เพราะไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริงไหม
สองวินาทีนั้นแหละคือสิ่งที่ ช่างภาพญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ห้าคนกำลังทำงานอยู่กับมัน พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายโตเกียว (Tokyo Photographic Art Museum) เพิ่งประกาศนิทรรศการชื่อ ふたたびくみたてる ซึ่งแปลตรงตัวว่า ประกอบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เปิดวันที่ 30 กันยายน 2026 ยาวไปถึง 17 มกราคม 2027 ที่ห้องนิทรรศการชั้น 3 ในเยบิสุ การ์เดน เพลส

มันเป็นครั้งที่ 23 ของซีรีส์ 日本の新進作家 หรือ ศิลปินหน้าใหม่ของญี่ปุ่น ซีรีส์ที่พิพิธภัณฑ์ทำมาสิบกว่าปีเพื่อเอาคนที่ยังไม่ดังมาวางไว้ในห้องเดียวกัน ปีนี้เขาเลือกโจทย์ที่ตรงกับความไม่แน่ใจสองวินาทีนั้นพอดี คือเรื่องความทรงจำ วัสดุ บริบท และเทคโนโลยี
ห้าคนที่ไม่ยอมให้ภาพถ่ายเป็นหน้าต่างอีกต่อไป
เราถูกสอนมานานว่าภาพถ่ายคือหน้าต่าง มองผ่านมันแล้วจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คนทั้งห้าในนิทรรศการนี้ไม่เชื่อแบบนั้นแล้ว พวกเขาจับภาพถ่ายมาเป็นของ เป็นวัสดุที่รื้อได้ ตัดได้ พิมพ์ทับได้
Taro Karibe ใช้ generative AI แทนกล้อง แล้วเรียกมันว่ากล้องเชิงอภิปรัชญา วิธีทำงานของเขาคือจงใจใช้เครื่องมือผิดวิธี ป้อนสิ่งที่มันไม่ควรได้รับ เพื่อดูว่าระบบที่มองไม่เห็นซึ่งกำหนดว่าเราจะเห็นอะไรและเชื่ออะไรนั้นหน้าตาเป็นยังไง ซีรีส์ Aim an Arrow at the Rock in the Ocean ของเขาทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2022

Sayuri Ichida เลือกทางตรงข้าม เธอเอาภาพไปพิมพ์ซิลค์สกรีนลงบนกระดานดำ กระดานดำเป็นพื้นผิวที่ทั้งชีวิตของมันคือการถูกเขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ พอเอาภาพไปอยู่บนนั้น ภาพก็พลอยกลายเป็นของชั่วคราวไปด้วย งานชุด Kuseki ของเธอตั้งอยู่บนพื้นห้องเหมือนแผ่นป้ายมากกว่ารูปแขวนผนัง

รูปครอบครัวของคนที่เราไม่รู้จัก
ส่วนที่เราชอบที่สุดคืองานของ Zai Nomura เขาพิมพ์ภาพด้วยหมึก UV ลงบนแผ่นกระจก แล้วยึดด้วยอะไหล่สเตนเลส ชื่อผลงานยาวจนน่าตกใจ เช่น ผู้หญิงตัวเล็กใส่เสื้อกั๊กขาว ยืนยิ้มคนเดียวหน้าทะเลสาบ ปี 1981 หรือ น้องสาวตัวเล็กชี้ฟ้า พี่วัยสิบสองจับมือไว้ ปี 1944
อ่านชื่อจบแล้วเราจะรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่รูปที่เขาถ่ายเอง มันคือรูปของคนอื่น รูปที่หลุดออกมาจากอัลบั้มครอบครัวใครสักคน แล้วชื่อยาวๆ นั้นก็คือการเขียนบรรยายภาพให้ครบทุกอย่างที่ตัวรูปเองบอกไม่ได้อีกแล้ว ว่าใครยืนตรงไหน ปีอะไร ยิ้มแบบไหน เพราะคนที่รู้คำตอบตายไปหมดแล้ว

พอพิมพ์ลงกระจก แสงก็ทะลุผ่านได้ ภาพเลยไม่ได้อยู่บนกระดาษแบบที่ควรอยู่ มันลอยอยู่ในอากาศ มีเงาทาบพื้นห้องเป็นอีกภาพหนึ่ง เทคนิคเรื่องการเจาะและทะลุผ่านแบบนี้ ทำให้นึกถึงงานของ Takeshi Sumi ที่เจาะรูและปักด้ายลงบนภาพถ่าย อยู่ไม่น้อย
สร้างเครื่องมือขึ้นมาก่อน แล้วค่อยถ่าย
Baku Hashimoto ทำ stop-motion แต่ไม่ได้เริ่มจากตัวละคร เขาเริ่มจากการสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ขึ้นมาเองก่อน แล้วงานที่ออกมาก็คือร่องรอยของเครื่องมือนั้น ที่พิเศษคือรอบนี้เขาจะมาลงมือประกอบของจริงในพื้นที่นิทรรศการให้คนดูเห็นด้วย เท่ากับว่านิทรรศการยังไม่เสร็จตอนเปิด

ปิดท้ายด้วย Asako Fujikura ที่ทำวิดีโอเมืองซึ่งไม่มีอยู่จริง เธอผสมฟุตเทจถ่ายจริง งาน 3D CG และ AI เข้าด้วยกันจนแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือของที่ถ่ายมา ตรงไหนคือของที่ปั้นขึ้น ชื่อผลงานคือ 4 Tales of Open Sunrise City

นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามบอกว่ารูปไหนจริงรูปไหนปลอม ไม่มีป้ายเตือนว่าอันนี้ AI ทำนะ ทุกคนแค่ยอมรับไปเลยว่าภาพถ่ายไม่เคยเป็นหลักฐานที่บริสุทธิ์ตั้งแต่แรก แล้วเอาความจริงข้อนั้นมาทำงานต่อ
ทุกวันนี้ข่าวปลอมกับภาพปลอมเดินสวนกันจนเราเลิกเชื่อสายตาตัวเองไปแล้ว การมีศิลปินกลุ่มหนึ่งบอกว่า งั้นมาดูกันตรงๆ เลยว่าภาพมันทำมาจากอะไร ก็เป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาดี ไม่ต้องมีใครมาตัดสินให้ว่าอะไรจริง แค่เห็นว่าของมันประกอบขึ้นมายังไงก็พอแล้ว
คำถามที่เหลือไว้คือ ถ้าภาพถ่ายไม่ใช่หน้าต่างแล้ว เราจะดูมันด้วยสายตาแบบไหนต่อไป
ข้อมูลนิทรรศการ: ふたたびくみたてる 日本の新進作家 vol.23 พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายโตเกียว 30 กันยายน 2026 ถึง 17 มกราคม 2027 ค่าเข้าชม 700 เยน ข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผ่าน PR TIMES โดยมูลนิธิประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโตเกียว
Photo credit: Taro Karibe, Sayuri Ichida, Zai Nomura, Baku Hashimoto, Asako Fujikura ภาพประชาสัมพันธ์จากพิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายโตเกียว via PR TIMES
ชวนดูของในเว็บ

Postcard Flower Vase โดย Naive Flora Tattoo ภาพที่จับต้องได้ มีน้ำหนัก มีขอบกระดาษให้ถือ เป็นอีกด้านหนึ่งของภาพที่ลอยอยู่ในหน้าจอ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


