บนฝาบนของ instax Pal 2 มีคันโยกเล็กๆ อันหนึ่ง รูปทรงเหมือนคันง้างฟิล์มของกล้องฟิล์มยุคเก่า
ข้างในกล้องตัวนี้ไม่มีฟิล์มสักม้วน มันเป็นกล้องดิจิทัลล้วน
สิ่งที่คันโยกอันนั้นง้าง คือกรอบรูป ง้างทีหนึ่งเปลี่ยนสัดส่วนภาพไปหนึ่งแบบ วนอยู่สี่แบบคือ mini, SQUARE, WIDE และแบบไม่มีกรอบ

กล้องที่เคยต้องยืมตาของโทรศัพท์
instax Pal ตัวแรกออกมาปี 2566 หน้าตากลมป้อมเหมือน instax mini ย่อส่วน ตัวเครื่องมีปุ่มชัตเตอร์เกือบปุ่มเดียว ไม่มีจอ ไม่มีช่องมองภาพ
การจะเห็นว่ากำลังถ่ายอะไรอยู่ ต้องเปิดแอปในโทรศัพท์ขึ้นมาส่อง กล้องเป็นแค่เลนส์ที่ถือแยกออกมา ส่วนตาอยู่ในมืออีกข้าง
Fujifilm ใช้คำว่า divisive กับรุ่นแรกของตัวเอง คือคนแบ่งเป็นสองฝั่งและจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจว่ามันมีไว้ทำอะไร สื่ออย่าง The Phoblographer ตรงกว่านั้นมาก พาดหัวรีวิวรุ่นสองว่าเป็นการซ่อมกล้องที่แย่ที่สุดของ Fuji

สิ่งที่กลับคืนมา
Pal 2 ยาวขึ้น แบนลง เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนทรงกลม บอดี้เป็นร่องริ้วถี่ทั้งหน้าและหลัง ฝาบนกับฐานเป็นสีเงิน มีสองสีคือดำเงินและขาวเงิน
บนตัวเครื่องมีช่องมองภาพจริง เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมอยู่ข้างเลนส์ 28mm F2.2 ด้านหลังเป็นยางรองตาแบบกล้องเรนจ์ไฟน์เดอร์ มีคำว่า FUJIFILM ปั๊มนูนอยู่บนร่องริ้ว สวิตช์ OFF ON ที่มุมบนขวาเป็นแถบสีส้มบนตัวสีดำ
ฝาบนคือหน้าปัดควบคุมทั้งหมด ตรงกลางเป็นจอสี่เหลี่ยมขนาดหนึ่งนิ้ว ซ้ายมือเป็นจอยสติ๊กกลมผิวตาข่าย ขวามือเป็นแป้นหมุนพร้อมคันโยกที่ว่า ปุ่ม BACK กับ PLAY อยู่คนละมุม และบนตัวสีดำ ปุ่ม PLAY เป็นสีส้ม
จอที่วางอยู่บนฝาบนแปลว่าถ้าไม่ส่องช่องมองภาพ ก็ก้มมองจากด้านบนได้ เป็นท่าถ่ายระดับเอวแบบกล้อง TLR ซึ่งเป็นท่าที่หายไปจากกล้องสมัยใหม่เกือบหมดแล้ว

ข้อจำกัดที่ตั้งใจใส่ไว้
แป้นหมุนอีกอันเอาไว้เลือกเอฟเฟกต์ และตรงนี้คือที่ที่การออกแบบตัดสินใจอะไรบางอย่าง
เอฟเฟกต์ทั้งหมดมี 30 แบบ แบ่งเป็นห้าหมวดคือ Modern, Y2K, Vintage, Chromatic, Fantasy บวกหมวด Custom ที่ประกอบเอง
แต่กล้องเก็บไว้บนเครื่องได้ทีละหกอันเท่านั้น จะเปลี่ยนต้องต่อแอปแล้วเลือกโหลดชุดใหม่เข้าไป
หมายความว่าก่อนออกจากบ้านต้องตัดสินใจไว้ก่อนว่าวันนี้จะถ่ายด้วยอารมณ์ไหน แล้วพกไปแค่หกแบบ ไม่ใช่เปิดดูทั้งสามสิบตอนยืนอยู่หน้างาน
อีกแป้นหนึ่งเลือกความละเอียดได้สองระดับ คือ 10 ล้านพิกเซล กับ 1 ล้านพิกเซล Fujifilm เขียนอธิบายไว้เองว่าให้เลือกตามอารมณ์หรือบรรยากาศที่อยากได้
กล้องปี 2569 ที่มีปุ่มให้เลือกถ่ายให้หยาบลงโดยตั้งใจ เป็นประโยคที่สรุปกระแสกล้องดิจิทัลย้อนยุคทั้งกระแสได้ในบรรทัดเดียว
กดชัตเตอร์ค้างไว้จะได้ภาพต่อเนื่องสิบเฟรม เก็บเป็น instax Animation เล่นย้อนดูได้แบบสมุดพลิก

ส่วนที่ยังต้องพึ่งโทรศัพท์อยู่
Pal 2 พิมพ์รูปเองไม่ได้ ต้องส่งไปออกที่เครื่องพิมพ์ตระกูล instax Link หรือกล้องไฮบริด ซึ่งแยกขาย
การโอนรูปเข้าโทรศัพท์ทำได้สองทาง Bluetooth หรือเสียบสาย USB Type-C ซึ่ง Fujifilm ระบุความเร็วไว้ที่ราวภาพละ 0.7 วินาที
มีรายละเอียดที่โฆษณาไทยไม่ได้พูดถึงและควรรู้ไว้ก่อน คือทางเว็บทางการเขียนลำดับไว้ว่าต้องจับคู่กับแอปผ่าน Bluetooth ให้เสร็จก่อน แล้วจึงเสียบ USB ได้ ไม่ใช่เสียบแล้วโอนได้เลย
ตรงนี้มีเสียงไม่ตรงกันอยู่ The Phoblographer เขียนว่าตอนเสียบสายแล้วกล้องเข้าโหมดชาร์จแทนที่จะโอนรูป จนต้องถอดการ์ด microSD ออกมาแทน ส่วน Digital Camera World บอกว่าต่อเข้าแอปแล้วโอนได้ตามปกติ

กล้องตัวนี้หนัก 41 กรัม เล็กพอจะหายไปในอุ้งมือ ภาพโฆษณาชุดหนึ่งของ Fujifilm จึงไม่ได้ถ่ายมันบนโต๊ะ แต่ถ่ายตอนมันห้อยอยู่กับสายกระเป๋าหนังแก้ว ปนอยู่กับพวงกุญแจรูปหัวใจและลูกปัดมุก
ราคาไทย 5,690 บาท เริ่มขาย 29 กันยายน
รุ่นแรกขอให้คนยกโทรศัพท์ขึ้นมาส่องก่อนจะกดชัตเตอร์ รุ่นนี้คืนช่องมองภาพ คืนแป้นหมุน คืนคันโยกที่ไม่มีฟิล์มให้ง้าง แล้วเก็บโทรศัพท์ไว้ทำงานหลังกดเสร็จแทน



