ก้อนดินสีเขียวขนาดเท่าคนกอด วางอยู่บนแท่นสีขาว มีตาสองรูเจาะทะลุเข้าไปข้างใน จมูกนูนขึ้นมานิดเดียว ปากเป็นเส้นตรงเส้นเดียวที่ไม่ยิ้มและไม่บึ้ง
ยืนดูสักพักจะเริ่มไม่แน่ใจว่ามันกำลังมองกลับมาหรือเปล่า

งานชุดนี้ชื่อ Neo Jomon เป็นงานของ En Iwamura ศิลปินเซรามิกที่เกิดปี 1988 ที่เกียวโต ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ชิงารากิ เมืองเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ในจังหวัดชิงะ
เส้นที่หวีลงไปบนผิว
สิ่งที่ดึงสายตาก่อนใบหน้าคือผิวของมัน ทั้งก้อนถูกขูดเป็นร่องเส้นขนานเล็กๆ ไล่ไปเป็นแถบ แต่ละแถบหันคนละทิศ บางแถบเป็นเส้นตรง บางแถบโค้งเป็นวงพัด ต่อกันเหมือนผ้าที่เย็บจากเศษหลายผืน

ผลของการหันเส้นคนละทิศคือแสง เมื่อเดินรอบงาน แถบที่เพิ่งสว่างจะมืดลง แถบที่มืดจะสว่างขึ้น ก้อนดินที่ไม่ขยับเลยจึงดูเหมือนเปลี่ยนสีตลอดเวลาที่คนดูเคลื่อนที่
นี่ไม่ใช่ลวดลายตกแต่ง มันคือกลไกที่ทำให้งานตอบสนองต่อคนดู โดยที่งานไม่ต้องทำอะไรเลย
ชื่อที่ยืมมาจากดินเผาอายุหมื่นปี
คำว่า Jomon มาจากยุคโจมงของญี่ปุ่น ราว 14,000 ถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล ชื่อยุคแปลตรงตัวว่าลายเชือก เพราะหม้อในยุคนั้นถูกกดด้วยเชือกจนเกิดลายทั่วผิว Iwamura ยังหยิบรูปดินเผา haniwa จากยุคโคฟุนมาด้วย ซึ่งเป็นตุ๊กตาดินที่ตาและปากเป็นแค่รูกลม

สิ่งที่เขาเอามาไม่ใช่รูปทรง แต่เป็นวิธีที่คนโบราณทำให้ผิวของภาชนะมีเรื่องเล่า และวิธีที่ใบหน้าซึ่งมีข้อมูลน้อยที่สุดกลับสื่ออารมณ์ได้มากที่สุด
เขาเรียนเซรามิกที่ Kanazawa College of Art ทั้งปริญญาตรีและโท แล้วไปต่อ MFA สายทัศนศิลป์ที่ Clemson University ในเซาท์แคโรไลนา ก่อนกลับมาอยู่กับเตาเผาที่ชิงารากิ เส้นทางนี้อธิบายงานได้พอสมควร คือมันวางตัวอยู่ระหว่างงานคราฟต์กับงานประติมากรรมร่วมสมัย โดยไม่ยอมเลือกข้าง

ช่องว่างที่ชื่อว่า Ma
คำที่ Iwamura ใช้อธิบายงานตัวเองคือ Ma หรือ 間 ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึงช่องว่างหรือการหยุดคั่นระหว่างสิ่งสองสิ่ง ในดนตรีมันคือความเงียบระหว่างโน้ต ในบทสนทนามันคือจังหวะที่ยังไม่มีใครพูด
สิ่งที่เขาสนใจคือช่องว่างระหว่างคนกับคน และรูปร่างที่ช่องว่างนั้นปรากฏบนสีหน้าของเรา งานของเขาจึงไม่มีชิ้นไหนแสดงอารมณ์ชัด เพราะสิ่งที่ต้องการวัดไม่ใช่อารมณ์ แต่คือระยะ

เวลาวางรวมกันหลายชิ้น ความหมายจะเปลี่ยนอีกแบบ ก้อนสีน้ำเงินที่เรียงลดหลั่นกันมองแวบแรกเป็นทิวเขา มองอีกทีเป็นฝูงคนที่ยืนเบียดกันโดยไม่หันหน้าหากัน ระยะระหว่างงานแต่ละชิ้นทำงานพอๆ กับตัวงานเอง
ในบรรดางานเซรามิกร่วมสมัยที่ผลักวัสดุไปทางทดลอง อย่างที่เคยเห็นใน งานเซรามิกเรืองแสงของ Maxwell Mustardo งานของ Iwamura เดินสวนทาง เขาไม่ได้ทำให้ดินดูเป็นอย่างอื่น เขาทำให้ดินยังเป็นดินอยู่ แต่ให้มันมีสายตา

บางชิ้นออกจากรูปหัวกลมไปเลย ยืดขึ้นเป็นรูปทรงที่ยาวและแหลม บางชิ้นทิ้งผิวไว้หยาบและด่างจากเตา ไม่ได้ขูดเส้นให้เรียบร้อยเหมือนชุดสีสด

ชิ้นพวกนั้นคือที่ที่ชิงารากิโผล่ออกมาชัดที่สุด ดินของเมืองนี้มีเม็ดทรายหยาบและทนไฟสูง เผาแล้วขี้เถ้าจะเกาะเป็นคราบที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
ระหว่างงานที่เรียบจนดูเหมือนของอุตสาหกรรม กับงานที่ปล่อยให้เตาตัดสิน มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกันอยู่ คือทั้งคู่ถูกทำให้มีหน้า
และหน้าที่มีข้อมูลแค่สามรอย ก็เพียงพอให้เราหยุดยืนดูมันนานกว่าที่ตั้งใจไว้
ช่องทางศิลปิน: en-iwamura.com และอินสตาแกรม @eniwamura
ที่มา: เว็บไซต์และประวัติของศิลปิน ประกอบกับบทความของ Colossal เดือนสิงหาคม 2026
Photo credit: En Iwamura
ของชิ้นนี้จากร้านใน Portjolio

Blue Pinstripe Cup ถ้วยที่ลายเส้นวิ่งไปคนละจังหวะกับมือที่จับ ทำให้แสงบนผิวเปลี่ยนไปตามที่วางมัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


