ลองนึกภาพว่าเราเดินอยู่บนถนนสายหนึ่งที่ไม่เคยไป มีร้านอาหารเรียงกันสิบร้าน เราแทบไม่ต้องอ่านชื่อร้านเลยด้วยซ้ำ กันสาดผ้าใบสีแดงเลือดหมูทรงโดม มีตัวเขียนหวัดสีขาว เราเดาว่าฝรั่งเศส กันสาดสีเหลืองตัวหนังสือแดงมีอักษรจีนแปะอยู่ตัวเดียว เราเดาว่าร้านข้าวผัดสั่งกลับบ้าน ลายทางเขียวสลับขาว ขอบล่างสีแดงหยักเป็นคลื่น เราเดาว่าเจลาโต้ ยังไม่เห็นเมนู ยังไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แต่สมองตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว

Egon Van Herreweghe ศิลปินชาวเบลเยียม หยิบเรื่องนี้มาทำเป็นนิทรรศการทั้งงาน ชื่อ The Menu จัดที่ Footnote Gallery เมืองเกนต์ ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคมถึง 29 สิงหาคม 2026 ในห้องมีของอยู่สี่ชิ้น เป็นผ้าใบกันสาดหน้าร้านสี่ผืน ทำจากผ้าฝ้ายทาสีขึงบนโครงเหล็ก ขนาดเท่าของจริง ห้อยอยู่บนผนังขาวเปล่า ๆ ไม่มีร้าน ไม่มีประตู ไม่มีอะไรอยู่ข้างใต้
ของที่เราเดินผ่านทุกวันโดยไม่เคยมอง
กันสาดหน้าร้านเป็นของที่ไม่มีใครถ่ายรูป ไม่มีใครพูดถึง มันอยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเมตรกว่า ๆ ทำหน้าที่บังแดดบังฝนแล้วก็จบ แต่พอเอามาแขวนเดี่ยว ๆ บนผนังแกลเลอรี สิ่งที่โผล่ออกมาคือมันไม่ได้บังแดดอย่างเดียว มันประกาศสัญชาติ

ผืนสีแดงเลือดหมูเขียนว่า Le Bistrot ด้วยตัวเขียนหวัดที่เอียงกำลังดี ทรงโดมกลม ๆ แบบที่เห็นตามหัวมุมถนนในปารีส ไม่มีใครต้องอธิบายว่านี่คือร้านฝรั่งเศส เพราะทรงนี้กับสีนี้ทำงานมาหลายสิบปีจนกลายเป็นภาษาไปแล้ว
ผืนสีน้ำเงินเข้มเขียนว่า GREECE ด้วยตัวอักษรที่หักเป็นเหลี่ยมทุกเส้น ขอบล่างตัดเป็นฟันปราสาทแบบลายกรีก น้ำเงินกับขาวคือธงชาติ ฟันปราสาทคือวิหาร ตัวอักษรเหลี่ยม ๆ คือ "ให้ความรู้สึกกรีก" ทั้งที่ภาษากรีกจริงไม่ได้เขียนแบบนั้น มันคือตัวโรมันที่แต่งหน้าให้ดูกรีก

ภาษาที่ร้านพูดกับคนที่ยังไม่ใช่ลูกค้า
ผืนที่เราหยุดดูนานสุดคือผืนสีเหลือง เขียนว่า NO.1 CHINESE RESTAURANT ตัวแดงหนา ใต้ลงมาเป็น EAT IN & TAKE OUT กับ FREE DELIVERY ตัวดำเล็กกว่า มีอักษรจีน 第 แปะไว้ตัวเดียวข้างหน้า เหลืองกับแดงคือคู่สีที่ร้านจีนนอกเมืองจีนใช้กันทั่วโลก ส่วนคำว่า NO.1 นี่แทบจะเป็นคำสามัญประจำร้านไปแล้ว

เราชอบตรงที่งานชุดนี้ไม่ได้ตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด มันแค่ยกของออกมาวางให้ดูเฉย ๆ แล้วปล่อยให้เราคิดเอง ว่าไอ้ภาพจำพวกนี้ใครเป็นคนเขียนขึ้นมา คนเป็นเจ้าของร้านเลือกเองเพราะรู้ว่าลูกค้าจะอ่านออก หรือถูกตลาดสอนให้ต้องเลือกแบบนี้ถึงจะขายได้ ร้านกรีกในเบลเยียมที่ไม่ทำกันสาดน้ำเงินขาว จะยังมีคนเดินเข้าไหม
ถอดหน้าที่ออก เหลือแค่หน้าตา
รายละเอียดหนึ่งที่ทำให้งานคม คือแกลเลอรีสร้างผนังกั้นขึ้นมาใหม่ในห้อง เพื่อไม่ให้กันสาดสักผืนไปอยู่เหนือประตูจริง ทุกผืนต้องแขวนบนผนังทึบเท่านั้น เพราะถ้ามีประตูอยู่ข้างใต้เมื่อไหร่ มันจะกลับไปเป็นป้ายร้านทันที และเราจะเลิกมองมันในฐานะวัตถุ

พอไม่มีประตู ผ้าใบก็กลายเป็นรูปทรง เป็นสี เป็นตัวอักษร เป็นรอยจีบของผ้าที่หย่อนลงมาตามแรงโน้มถ่วง ผ้าฝ้ายทาสีบนโครงเหล็กมันมีน้ำหนักของมันจริง ๆ ไม่ได้เนี้ยบเหมือนป้ายไวนิลพิมพ์ ดูแล้วรู้ว่ามีคนตัด มีคนเย็บ มีคนทาสีลงไปทีละตัวอักษร

เรื่องนี้ใกล้กับงานเลตเตอริงบนป้ายร้านที่เราเคยเขียนถึงใน ตัวอักษรวาดมือบนป้ายร้าน ตรงที่ทั้งสองอย่างเป็นงานออกแบบซึ่งไม่มีใครเซ็นชื่อ ไม่มีเครดิตดีไซเนอร์ ไม่เคยได้ขึ้นเวทีรางวัล แต่คุมสายตาคนทั้งเมืองมานานกว่างานที่ได้ขึ้นเวทีเสียอีก
คราวหน้าที่เดินอยู่บนถนนในกรุงเทพ ลองเงยหน้าขึ้นสักหน่อย ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือใช้สีอะไร ร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใช้ผ้าใบสีอะไร ร้านทองใช้อะไร แล้วเราอ่านมันออกตั้งแต่เมื่อไหร่
อ้างอิง: Footnote Gallery, Ghent · designboom · egonvanherreweghe.be
Photo credit: Thomas Min ผ่าน Footnote Gallery และ designboom
ชวนดูของในเว็บ

Large Striped Trousers – Red and White ลายทางกว้างแบบเดียวกับผ้าใบกันสาดหน้าร้าน เป็นลายที่ตาเราอ่านออกก่อนสมองจะทันคิดเหมือนกัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


