โต๊ะหมุนตัวหนึ่งในสตูดิโอที่ลอนดอน บนโต๊ะมีตัวอักษรที่ตัดออกมาเป็นแผ่นจริง มีไฟสีฉายลงไป แล้วมีคนถือกล้องเดินถ่ายรอบๆ ไม่ได้ตั้งขาตั้งให้นิ่ง
ตัว L หนึ่งตัวกับ F อีกสองตัวที่ออกมาจากวิธีนั้น คือหน้าตาของ BFI London Film Festival ปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 70 พอดี จัดวันที่ 7 ถึง 18 ตุลาคม

คนที่ทำคือ Marina Willer พาร์ตเนอร์ของ Pentagram สาขาลอนดอน เธอไม่ได้ทำแต่งานกราฟิก เธอทำหนังด้วย เคยทำสารคดีและหนังสั้นเกี่ยวกับสถาปนิก Richard Rogers มาก่อน
เรื่องที่เราอยากหยิบมาคุย ไม่ใช่ว่าโลโก้สวยหรือไม่สวย แต่คือการเลือกวิธีทำมัน
ทำไมต้องลำบากขนาดนั้น
ถ้าอยากได้ตัวอักษรเรืองแสง เปิดโปรแกรมแล้วใส่ glow ก็จบ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ได้ของที่คุมได้ทุกพิกเซล แก้กี่รอบก็ได้
แต่ทีมนี้เลือกตัดตัวอักษรออกมาจริง เอาไปแขวนบ้าง วางบนโต๊ะหมุนบ้าง ฉายไฟสีลงไป แล้วถ่ายเก็บทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว หลังจากนั้นค่อยเติมการเคลื่อนไหวในคอมอีกชั้นหนึ่ง Willer บอกว่าที่เติมทีหลังคือเพื่อขับรายละเอียดให้ชัดขึ้น ไม่ใช่เพื่อสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

พื้นหลังเป็นสีดำ ซึ่งก็คือจอหนังตอนที่ยังไม่มีอะไรฉาย ไฟสีที่ตกลงบนตัวอักษรเลยทำหน้าที่เหมือนลำแสงจากเครื่องฉาย
เป็นอุปมาที่ตรงจนเกือบจะเชย แต่มันไม่เชย เพราะเขาลงมือทำมันจริง ไม่ได้แค่พูดถึงมัน ความต่างอยู่ตรงนั้น
ในวันที่คนดูหนังจากจอในมือกันจนเป็นเรื่องปกติ เทศกาลหนังเลือกจะพูดถึงตัวเองด้วยภาษาของโรงหนัง ไม่ใช่ภาษาของแอป
สีฟ้าที่ไม่ค่อยมีใครกล้าใช้
พาเลตต์ของงานชุดนี้คือฟ้าอ่อน ม่วงเข้ม และชมพูอุ่น
ฟ้าอ่อนคือตัวที่แปลกที่สุด ลองไล่ดูเทศกาลหนังใหญ่ๆ ในโลกนี้ทีละงาน แล้วจะเห็นว่าส่วนมากวนอยู่ในโซนแดง ทอง ดำ ขาว มันเป็นสีของพรมแดงกับรางวัล เป็นสีที่คอยบอกว่างานนี้สำคัญนะ
ฟ้าอ่อนไม่ได้บอกแบบนั้น มันเบากว่า เป็นมิตรกว่า และนั่นดูจะตั้งใจ

Willer พูดถึงเทศกาลนี้ว่ามันเปิดให้ทุกคนจริงๆ ไม่ใช่งานของคนในวงการ เธอใช้คำว่า truly democratic แล้วบอกว่าเพราะอย่างนั้นมันถึงต้องการหน้าตาที่กล้าและมีอารมณ์แบบงานฉลอง
พอวางเหตุผลไว้แบบนี้ สีฟ้าอ่อนก็ไม่ใช่เรื่องรสนิยมส่วนตัวแล้ว มันคือการบอกว่าใครถูกเชิญมาบ้าง
ของเก่าที่ยังติดสว่างอยู่บนตึก
อีกชิ้นที่ขยับคือโลโก้ BFI เอง ที่ถูกทำให้แบนลง
ตัวต้นฉบับมาจากปี 1957 ออกแบบโดย Norman Engleback เป็นรูปน้ำตกที่ยังติดสว่างอยู่บนอาคาร BFI มาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ทีมทำคือถอดมิติออก เหลือเป็นรูปแบนที่เอาไปใช้บนจอได้สะดวก
เป็นท่าที่เราเห็นบ่อยเวลาแบรนด์เก่าต้องย้ายบ้านมาอยู่บนหน้าจอ ถ้าทำพลาดคือของเก่าหายไปหมด เหลือแต่รูปทรงเกลี้ยงๆ ที่ใครวาดก็ได้ กรณีนี้รูปน้ำตกยังอ่านออก และของจริงบนตึกก็ยังสว่างอยู่ที่เดิม สองอันเลยอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องแย่งกัน
เรื่องการรื้ออัตลักษณ์ของสถาบันเก่าแบบนี้ เราเคยเขียนถึงตอนที่ Pentagram จับ Guggenheim มารื้อใหม่ ไว้แล้วรอบหนึ่ง

ของที่ต้องพิมพ์ออกมาจริงคือจุดวัดของงานแบบนี้ สูจิบัตร โปสเตอร์สี่แผ่นตามป้ายรถเมล์ เสื้อยืด ตัวอักษรที่เกิดจากแสงต้องยังทำงานได้ตอนที่มันไม่ได้เรืองแสงแล้ว

บนกระดาษกับบนผ้า แสงกลายเป็นแค่สีกับขอบที่ฟุ้ง ซึ่งก็ยังพอเห็นร่องรอยว่ามันเคยเป็นไฟจริงมาก่อน

สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวเราหลังดูงานชุดนี้จบ ไม่ใช่ตัวอักษร แต่เป็นภาพคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่รอบโต๊ะหมุนในห้องมืด คอยขยับไฟทีละนิดเพื่อให้ขอบตัว F มันฟุ้งพอดี
ทั้งที่กดสองสามคลิกก็ได้ของที่หน้าตาใกล้เคียงกัน แต่คงไม่ได้ของที่พลาดแบบเดียวกัน
อ้างอิง: It's Nice That, BFI
Photo credit: Marina Willer / Pentagram, copyright Marina Willer 2026 via It's Nice That
ชวนดูของในเว็บ

Inspo Gone Vision Cap Blue สีฟ้าแบบเดียวกับที่เทศกาลหนังเลือกใช้ปีนี้ คือสีที่ไม่ได้พยายามบอกว่าตัวเองสำคัญ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


