โปสเตอร์คอนเสิร์ตใบหนึ่งของวง Phion ตัวอักษรเอียงไปข้างหน้าจนเกือบล้ม อีกใบตัวอักษรตั้งตรงนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สองใบนี้เป็นวงเดียวกัน ฟอนต์เดียวกัน แต่คนละคอนเสิร์ต ความเอียงไม่ได้ใส่มาให้ดูเท่ มันมาจากเพลงที่เล่นคืนนั้น นี่คือ identity ของวงออร์เคสตราที่ตัดสินใจว่าจะไม่มีโลโก้เลยสักอัน

วงที่ไม่มีบ้าน
Phion เป็นวงซิมโฟนีออร์เคสตราจากเนเธอร์แลนด์ ที่ต่างจากวงใหญ่ทั่วไปตรงที่ไม่มีหอแสดงเป็นของตัวเอง เป็นวงเร่ที่ตระเวนเล่นตามเมืองต่างๆ ในภูมิภาค Gelderland กับ Overijssel
ฟังดูเหมือนรายละเอียดเล็กน้อย แต่มันเป็นปัญหาใหญ่ตอนทำแบรนด์ วงออร์เคสตราปกติจะเอาตึกมาเป็นหน้าตา รูปโถงคอนเสิร์ต รูปเพดานทอง รูปนักดนตรีในชุดดำนั่งเรียงกัน พอไม่มีตึก ไม่มีที่ยืนถาวร ก็เหลือคำถามว่าแล้วจะเอาอะไรมาเป็นตัวเรา
สตูดิโอ thonik จากอัมสเตอร์ดัมตอบคำถามนี้ด้วยการตัดตัวเลือกที่ทุกคนใช้ทิ้งหมด ไม่เอารูปนักดนตรี ไม่เอารูปสถานที่ ไม่เอาโลโก้ที่ล็อกรูปทรงไว้ตายตัว Falco van Burg ที่คุมงานออกแบบพูดถึงเหตุผลไว้ตรงๆ ว่ารูปนักดนตรีคนหนึ่งมันไม่ได้บอกอะไรเราเลย สิ่งที่เขาเล่นต่างหากที่บอก

ฟอนต์ที่เอียงได้เก้าสิบองศา
ของที่เหลืออยู่ในมือคือตัวอักษร thonik เลือกฟอนต์ GT Planar ของโรงหล่อ Grilli Type ซึ่งเป็นซานส์เซริฟที่มีแกนความเอียงต่อเนื่องเต็มเก้าสิบองศา หมายความว่าเราหมุนมันได้ตั้งแต่ตั้งตรงไปจนถึงนอนราบ และทุกองศาระหว่างนั้นใช้ได้จริง
van Burg บอกว่า GT Planar มีรายละเอียดที่โผล่มาตอนเอียงเท่านั้น พอตัวอักษรเริ่มเอน รูปทรงบางอย่างจะงอกออกมาเพิ่ม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ฟอนต์นี้ไม่ใช่แค่ตัวเอียงธรรมดา
เอาเข้าจริงนี่คือการยืมนิสัยของไม้บาตองมาใช้ วาทยกรไม่ได้กวาดมือแบบเดียวทั้งคืน ท่อนที่กระชากก็สับสั้นๆ ท่อนที่ยืดก็ลากยาว ตัวอักษรของ Phion ทำแบบเดียวกัน เอียงมากเอียงน้อยตามแรงของเพลง

เริ่มจากเพลง ไม่ได้เริ่มจากเลย์เอาต์
วิธีทำงานจริงชวนคิดกว่าตัวผลลัพธ์ van Burg เล่าว่าทุกครั้งมันเริ่มจากดนตรี ไม่ได้เริ่มจากเลย์เอาต์ ก่อนจะออกแบบอะไรทีมจะถามก่อนว่าเพลงนี้ให้ความรู้สึกยังไง สงบหรือกระวนกระวาย ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นหรือกระแทกใส่ตั้งแต่วินาทีแรก
คำตอบนั้นแปลออกมาเป็นองศา เพลงที่กระวนกระวายได้มุมที่หักแรงจนตัวอักษรแตกเป็นชิ้น เพลงที่นิ่งได้ตัวอักษรที่เปิดโล่งและเบา คนดูอาจไม่ได้นั่งวิเคราะห์ว่าทำไมโปสเตอร์ใบนี้เอียงกว่าใบที่แล้ว แต่ความรู้สึกมันมาถึงก่อนที่จะได้อ่านชื่อเพลงด้วยซ้ำ
ที่เราชอบคือมันแก้ปัญหาของแบรนด์วัฒนธรรมได้ตรงจุด งานคอนเสิร์ตแต่ละครั้งไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ระบบภาพส่วนใหญ่บังคับให้ทุกงานหน้าตาเหมือนกันหมด แล้วค่อยไปแก้ด้วยการเปลี่ยนรูปประกอบ Phion กลับด้าน คือให้โครงเหมือนกันแต่ปล่อยให้อารมณ์ต่างกันได้เต็มที่ วิธีคิดแบบนี้คล้ายกับที่เราเคยคุยกันตอน Guggenheim เลือกเป็นหนึ่งเดียวด้วย identity ใหม่จาก Pentagram ที่ยอมทิ้งของเดิมเพื่อให้ระบบยืดหยุ่นขึ้น

ของจริงที่ต้องอยู่บนถนน
เพราะเป็นวงเร่ ระบบนี้เลยต้องทนกับพื้นที่ที่ควบคุมไม่ได้ ป้ายริมถนนในเมืองเล็ก โปรแกรมพับ ถุงผ้า เว็บไซต์ที่คนเปิดจากมือถือระหว่างรอรถ ตัวอักษรที่เอียงเก้าสิบองศาไม่ได้อ่านง่ายในทุกสถานการณ์ ทีมเลยต้องเลือกว่าจะดันความเอียงตรงไหนและจะถอยตรงไหน
ดูจากงานที่ออกมา เขาเก็บความเอียงแรงๆ ไว้กับภาพหลักที่คนเห็นเป็นก้อน แล้วปล่อยข้อมูลที่ต้องอ่านจริงให้ตั้งตรง ฟังดูเป็นเรื่องพื้นๆ แต่นี่คือจุดที่งานประเภทนี้พังบ่อยที่สุด ไอเดียสวยในหน้าเคสสตัดี้ พอไปอยู่บนป้ายจริงแล้วอ่านไม่ออก


ระบบที่ยังต้องมีคนคอยฟัง
ข้อสังเกตอีกอย่างคืองานนี้ไม่ใช่ระบบที่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วปล่อยได้ ทุกคอนเสิร์ตต้องมีคนฟังเพลงแล้วตัดสินใจว่าจะเอียงเท่าไหร่ แปลว่าแบรนด์นี้กินแรงคนตลอดอายุของมัน
สำหรับองค์กรหลายที่นั่นคือข้อเสีย เพราะแบรนด์ที่ดีในสายตาเขาคือแบรนด์ที่ใครมาทำต่อก็ได้ผลเหมือนกัน แต่กับวงดนตรี การที่ต้องมีคนฟังก่อนถึงจะออกแบบได้ มันก็ตรงกับสิ่งที่วงทำอยู่แล้วทุกคืน
งานชุดนี้ได้เข้าไปอยู่ในหนังสือรวมงานพิมพ์ยอดเยี่ยมของ Type Directors Club ปีนี้ ซึ่งก็สมเหตุสมผล แต่สิ่งที่อยู่กับเรานานกว่ารางวัลคือคำถามที่มันทิ้งไว้ ว่าถ้าแบรนด์ไม่ต้องมีรูปทรงตายตัว แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้คนจำมันได้

อ้างอิง: thonik.nl, It is Nice That, Grilli Type
Photo credit: thonik (ภาพจากหน้าโปรเจกต์ของสตูดิโอ)
ชวนดูของในเว็บ

Large Striped Trousers – Red and White ลายเส้นขนานที่ขยับตามตัวคนใส่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการให้จังหวะกับสิ่งที่ไม่มีเสียง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


