ปุ่มหมุนบนเครื่องเสียงเครื่องหนึ่งถูกจับจนสีลอกเป็นวงเล็กๆ ตรงกลาง คนที่ออกแบบมันไม่ได้ตั้งใจให้เกิดร่องรอยนั้น แต่ก็เป็นร่องรอยที่บอกว่าเพลงถูกฟังจริง วันแล้ววันเล่า

นิทรรศการ Art of Noise ที่ Cooper Hewitt พิพิธภัณฑ์ดีไซน์ในเครือ Smithsonian ที่นิวยอร์ก รวบรวมวัตถุแบบนั้นไว้กว่า 300 ชิ้น ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง วิทยุพกพา ปกอัลบั้ม ไปจนถึงโปสเตอร์คอนเสิร์ต ทั้งหมดเพื่อเล่าเรื่องเดียว คือดีไซน์เปลี่ยนวิธีที่เราฟังเพลงมาตลอดร้อยปีอย่างไร นิทรรศการเปิดตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์ และจะปิดวันที่ 16 สิงหาคม 2026

ภาพประชาสัมพันธ์นิทรรศการ Art of Noise ที่ Cooper Hewitt
ภาพ: Cooper Hewitt, Smithsonian Design Museum

ของที่ทำหน้าที่เป็นภาชนะของเสียง

งานนี้จัดโดย SFMOMA มี Joseph Becker เป็นภัณฑารักษ์หลัก แล้วปรับเนื้อหาใหม่ให้เข้ากับประวัติศาสตร์ดนตรีของนิวยอร์กเมื่อย้ายมาฝั่งตะวันออก โดยมี Cynthia Trope จาก Cooper Hewitt ร่วมดูแล ของส่วนใหญ่มาจากคอลเลกชันของสองพิพิธภัณฑ์เอง

สิ่งที่เห็นชัดเมื่อวางของเหล่านี้เรียงกันคือ เครื่องเสียงไม่เคยเป็นแค่อุปกรณ์ มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นของประดับ เป็นสิ่งที่คนยอมให้ตั้งอยู่กลางห้องรับแขก และเพราะมันต้องอยู่กลางห้อง นักออกแบบจึงต้องตอบคำถามที่ไม่เกี่ยวกับเสียงเลย ว่าของชิ้นนี้ควรมีหน้าตาแบบไหนถึงจะอยู่กับคนได้นานๆ

เครื่องเสียง 3300 Stereo ออกแบบโดย Verner Panton ปี 1963
ภาพ: Verner Panton, 3300 Stereo (1963) via Cooper Hewitt

เครื่องเสียง 3300 Stereo ที่ Verner Panton ออกแบบไว้ในปี 1963 ตอบคำถามนั้นด้วยการทำตัวเป็นวัตถุที่ดูสงบ ไม่โชว์ลำโพง ไม่โชว์ปุ่ม ขณะที่ Rosita Vision 2000 ของ Thilo Oerke ในปี 1971 เลือกทางตรงข้าม คือทำเป็นทรงกลมลอยตัวเหมือนหมวกนักบินอวกาศ วางบนขาตั้ง กลายเป็นประติมากรรมที่บังเอิญเล่นเพลงได้

วิทยุทรงกลม Rosita Vision 2000 ปี 1971
ภาพ: Thilo Oerke และ Rosita Tonmöbel, Rosita Vision 2000 (1971) via Cooper Hewitt

ระหว่างสองขั้วนี้มีของอีกหลายชิ้นที่คุ้นตากว่า เครื่องเสียง SK 55 ของ Dieter Rams กับ Hans Gugelot วิทยุ Toot-a-Loop ที่บิดเป็นวงกลมสวมข้อมือได้ Walkman TPS-L2 ตัวแรกของปี 1979 และ iPod ปี 2001 เรียงกันแล้วเห็นเส้นทางที่ของค่อยๆ เล็กลง ค่อยๆ ขยับจากกลางห้องเข้าไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อ

ด้านที่เป็นกระดาษ

อีกครึ่งหนึ่งของนิทรรศการเป็นงานกราฟิก ซึ่งเป็นครึ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นก่อนจะได้ยินเสียงด้วยซ้ำ โปสเตอร์ Dylan ของ Milton Glaser ปี 1967 ที่วาดเงาดำของนักร้องแล้วให้ผมเป็นเส้นสีม้วนเข้าหากัน เคยถูกแจกแถมไปกับอัลบั้มรวมเพลง ทำให้มันไปแขวนอยู่ในห้องนอนวัยรุ่นทั่วอเมริกา

โปสเตอร์ Dylan ผลงาน Milton Glaser ปี 1967
ภาพ: Milton Glaser, Dylan Poster (1967) via Cooper Hewitt

ถัดไปไม่ไกลคือปก Unknown Pleasures ของ Joy Division ปี 1979 ที่ Peter Saville หยิบกราฟคลื่นวิทยุจากพัลซาร์ในหนังสือดาราศาสตร์มาวางบนพื้นดำ ไม่มีชื่อวง ไม่มีชื่ออัลบั้ม การไม่บอกอะไรเลยกลับทำให้มันถูกจดจำนานกว่าปกที่บอกทุกอย่าง

ปกอัลบั้ม Unknown Pleasures ของ Joy Division ออกแบบโดย Peter Saville
ภาพ: Joy Division, Unknown Pleasures (1979) via Cooper Hewitt

ในห้องเดียวกันยังมีงานของ Reid Miles ที่วางระบบหน้าตาให้ค่าย Blue Note ทั้งค่ายด้วยตัวอักษรกับรูปถ่ายขาวดำ งานของ Izzy Sanabria ที่ทำปกให้วงซัลซ่าอย่าง Willie Colón และโปสเตอร์ไซเคเดลิกของ Victor Moscoso ที่ตั้งใจให้ตัวหนังสืออ่านยากจนต้องเพ่ง เพราะการเพ่งคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ การจัดวางแบบนี้ทำให้เห็นว่าเสียงกับสายตาถูกออกแบบมาด้วยกันเสมอ ไม่ใช่ของสองอย่างที่มาเจอกันทีหลัง เรื่องของการลดทอนให้เหลือน้อยที่สุดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เราเคยเขียนถึงใน งานโลโก้ที่ตัดจนเหลือแก่น

ห้องที่ให้นั่งฟัง

ส่วนที่ต่างจากนิทรรศการดีไซน์ทั่วไปคือ Art of Noise ไม่ได้ให้ดูอย่างเดียว teenage engineering สตูดิโอจากสตอกโฮล์มทำพื้นที่นั่งพร้อมเครื่องเล่นที่ออกแบบขึ้นเฉพาะ ให้คนกดเลือกเพลย์ลิสต์ที่ข้ามยุคข้ามแนวไปมาได้เอง ส่วน Devon Turnbull ประกอบชุดเครื่องเสียงขนาดใหญ่ด้วยมือทั้งชุดในชื่อ HiFi Pursuit Listening Room Dream No. 3 แล้ววางไว้ในห้องสมุดเก่าของตึกคาร์เนกี

ประติมากรรมเสียง choir ของ teenage engineering ปี 2022
ภาพ: teenage engineering, choir (2022) via Cooper Hewitt

การมีห้องให้นั่งฟังในพิพิธภัณฑ์ดีไซน์เป็นการยอมรับกลายๆ ว่าของพวกนี้วัดกันด้วยตาไม่ได้ทั้งหมด เครื่องเสียงที่สวยแต่เสียงแห้ง กับเครื่องที่หน้าตาธรรมดาแต่ทำให้คนนั่งฟังจนจบแผ่น สองอย่างนี้ไม่เท่ากัน และความต่างของมันไม่ปรากฏในรูปถ่าย

เครื่องเล่นเพลง Power of Love ของ Mathieu Lehanneur ปี 2009
ภาพ: Mathieu Lehanneur, Power of Love (2009) via Cooper Hewitt

เครื่องเล่นเพลง Power of Love ของ Mathieu Lehanneur ในปี 2009 ดันเรื่องนี้ไปอีกขั้น ด้วยการทำตัวเครื่องเป็นก้อนคริสตัลใสที่ดูไม่เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เลย เป็นของที่ตั้งใจให้คนมองนานพอๆ กับที่ตั้งใจให้ฟัง

เมื่อนิทรรศการปิดในวันที่ 16 สิงหาคม ของทั้ง 300 ชิ้นจะกลับเข้าคลัง กลับไปเป็นวัตถุเงียบๆ ที่ไม่มีเสียงออกมาอีก สิ่งที่เหลืออยู่คงไม่ใช่รูปทรงของมัน แต่เป็นคำถามว่าเครื่องที่เราใช้ฟังเพลงทุกวันนี้ ซึ่งบางเครื่องไม่มีรูปร่างให้จับแล้วด้วยซ้ำ จะทิ้งร่องรอยแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลังดู

ที่มา: Cooper Hewitt, Smithsonian Design Museum และ Smithsonian Newsdesk

Photo credit: ภาพประชาสัมพันธ์จาก Cooper Hewitt, Smithsonian Design Museum


ชวนดูของในเว็บ

Daily Eyes Poster No.1

Daily Eyes Poster No.1 โปสเตอร์ที่ทำหน้าที่เหมือนปกอัลบั้ม คือเป็นภาพนิ่งที่ค้างอยู่บนผนังแล้วค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้อง

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด