วันหนึ่ง Alexis Mata เดินอยู่ระหว่างป่ากับภูเขาที่เตโปซตลัน ในเม็กซิโก แล้วมีเมล็ดแดนดิไลออนลอยผ่านหน้าเขาไป เขาเล่าว่าตอนนั้นรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกำลังยืนอยู่บนดาวดวงอื่น ในเวลาอื่น ต่อหน้าภูมิประเทศที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ความรู้สึกวูบเดียวนั้นกลายเป็นนิทรรศการชื่อ Lost Landing ที่ Thinkspace ในลอสแอนเจลิส ภาพในนั้นเป็นภูมิทัศน์ที่เราคุ้นตา ทั้งกระบองเพชร ท้องฟ้า ก้อนหิน แต่ทุกอย่างถูกดึงยืดออกเป็นแถบ ๆ เหมือนสัญญาณภาพเสีย
วาดภาพเสียด้วยสีน้ำมัน
จุดที่ทำให้งานของเขาค้างอยู่ในหัวคือมันเป็นภาพเสียที่ถูกวาดด้วยมือ กลิตช์ในชีวิตจริงเกิดขึ้นเสี้ยววินาทีแล้วหายไป ไม่มีใครสั่งให้เกิดได้ แต่บนผ้าใบขนาด 160 เซนติเมตร มันต้องถูกวางแผน ผสมสี ลงทีละชั้น แล้วรอให้แห้ง

Mata เคยเล่าว่าตั้งแต่เด็กเขาชอบดูจอทีวีตอนสัญญาณเพี้ยน แล้วพยายามเก็บภาพช่วงเวลาพวกนั้นไว้ ซึ่งฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะเด็กที่โตมากับจอมักจำภาพผิดพลาดได้แม่นกว่าภาพปกติ ของที่ทำงานถูกต้องเราไม่ค่อยจำ ของที่พังเราจำ
การเอาความผิดพลาดของเครื่องมาวาดด้วยมือช้า ๆ เลยเป็นการกลับด้านที่ตรงข้ามกันสุดขั้ว เครื่องพลาดโดยไม่ตั้งใจในเสี้ยววินาที คนตั้งใจพลาดโดยใช้เวลาหลายสัปดาห์
กระบองเพชรกับแดนดิไลออนในภาพเดียวกัน

พืชสองอย่างที่โผล่ซ้ำในงานชุดนี้คือกระบองเพชรกับแดนดิไลออน ซึ่งอยู่คนละฝั่งของเวลาเลย กระบองเพชรบางชนิดอยู่ได้เป็นร้อยปี ส่วนแดนดิไลออนที่ขึ้นเป็นปุยแล้วคือดอกที่กำลังจะตาย รอแค่ลมพัดทีเดียวก็จบ
พอวางไว้ในภาพเดียวกัน เวลาสองแบบก็ทับกันจนอ่านไม่ออกว่าฉากนี้คือช่วงไหน เป็นวิธีเล่าเรื่องเวลาที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาหรือซากปรักหักพังเลยสักอัน

อีกชิ้นที่เราชอบเป็นงานสีน้ำบนกระดาษฝ้าย ชื่อ Lion's Teeth Growing Among Quartz ซึ่งเล่นกับที่มาของชื่อดอกแดนดิไลออนตรง ๆ เพราะคำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าฟันสิงโต ตั้งตามขอบใบที่หยักแหลม ดอกที่ดูอ่อนแอที่สุดในสวนกลับมีชื่อที่ดุที่สุด

การลงจอดที่ยังหาที่ลงไม่ได้
เขาอธิบายคำว่า landing ในชื่อนิทรรศการว่าเป็นภาพแทนของการค้นพบ และของการกลับไปเชื่อมกับแรงอยากทำงานอีกครั้ง รวมถึงความสามารถในการทึ่งกับอะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่หายไปง่ายมากเวลาทำงานสร้างสรรค์ไปนาน ๆ
ส่วนคำว่า lost ที่นำหน้าอยู่ก็ทำให้ทั้งชื่อไม่ลงตัวสักที มันคือการลงจอดที่ยังไม่รู้ว่าจะลงตรงไหน ซึ่งตรงกับภาพที่ทุกอย่างกำลังเลื่อนไหลพอดี

งานแนวนี้ทำให้นึกถึง Yusuke Shigeta ที่ฝังพิกเซลลงไปในหิน เหมือนกัน คือเอาหน่วยที่เล็กที่สุดของภาพดิจิทัลมาใส่ไว้ในของที่อยู่นานกว่าเครื่องที่สร้างมันขึ้นมามาก ต่างกันแค่คนหนึ่งใช้หิน อีกคนใช้ทะเลทราย
สิ่งที่งานของ Mata ทิ้งไว้ไม่ใช่คำถามว่าเทคโนโลยีทำอะไรกับสายตาเรา แต่เป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม คือตอนนี้เรารู้จักภาพเสียดีพอจนมันกลายเป็นภาษาหนึ่งของภูมิทัศน์ไปแล้ว เหมือนหมอกหรือแสงย้อน
แล้ววันหนึ่งถ้าจอไม่เพี้ยนอีกต่อไป ภาพแบบนี้จะยังอ่านออกอยู่ไหม
ติดตามผลงานของ Alexis Mata ได้ที่ Instagram @alexismataaaa
อ้างอิง: Thinkspace Projects, Colossal, My Modern Met
Photo credit: Alexis Mata, courtesy of Thinkspace Projects
ชวนดูของในเว็บ

โปสการ์ด Floral Childlike Art ดอกไม้ที่วาดแบบไม่พยายามให้เหมือนจริง คนละทางกับงานข้างบนแต่มาจากความอยากเก็บดอกไม้ไว้เหมือนกัน
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


