โถน้ำดินเผาอิงะชื่อ Hotei ทรงเบี้ยว ผิวหยาบ มีเคลือบขี้เถ้าสีเขียวไหลย้อยเป็นทาง ราวปี 1600
โถน้ำ (mizusashi) ชื่อ "Hotei" เครื่องปั้นอิงะ ราวปี 1600 · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)

โถน้ำดินเผาใบนี้ทำขึ้นที่อิงะ (Iga) ราวปี 1600 ตัวโถเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ผิวเหมือนหินที่โดนไฟลน ขี้เถ้าจากฟืนในเตาตกลงมาละลายเป็นทางสีเขียวขุ่น ไหลย้อยลงมาตามใจมัน แล้วก็มีคนตั้งชื่อให้มันว่า Hotei ชื่อเดียวกับเทพพุงพลุ้ยหนึ่งในเจ็ดเทพแห่งโชคลาภ

ทุกวันนี้ถ้าพิมพ์คำว่า wabi-sabi ลงในช่องค้นหา สิ่งที่เด้งขึ้นมาก่อนคือห้องนั่งเล่นโทนเบจ ผ้าลินินยับๆ แจกันดินดิบวางคู่กิ่งไม้แห้ง กับแก้วเซรามิกปากเบี้ยวที่ขายยกโหล ภาพพวกนั้นไม่ได้ผิดอะไร แค่เล่าไม่ครบ เพราะ wabi-sabi ในงานเซรามิกของจริงไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหยาบๆ อย่างเดียว มันอยู่ที่เวลาที่ของชิ้นหนึ่งใช้ไปกับคนที่ถือมันอยู่

สองคำที่ถูกพูดคู่กันจนติดปาก

ถ้าแยกคำดูก่อน wabi เดิมผูกอยู่กับความเปลี่ยวเหงาของคนที่อยู่ห่างจากความหรูหรา ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นความพอใจในของเรียบง่าย ส่วน sabi ใกล้กับความเก่า ร่องรอยของเวลา คราบ สนิม ผิวที่หมองลง พอเอาสองคำมาพูดคู่กันบ่อยเข้า มันก็กลายเป็นคำเดียว และฝั่งตะวันตกเพิ่งมารู้จักกันจริงจังตอนที่ Leonard Koren เขียนหนังสือเล่มบางๆ ชื่อ Wabi-Sabi for Artists, Designers, Poets & Philosophers ออกมาในปี 1994

ในวงชา ความคิดนี้ไปเป็นรูปเป็นร่างที่ถ้วย ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เซ็นโนะริคิว (Sen no Rikyū) ปรมาจารย์พิธีชงชาคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น หันหลังให้ถ้วยจีนเนื้อเนียนราคาแพงที่ชนชั้นสูงนิยมกัน แล้วไปทำงานกับช่างชื่อโชจิโร (Chōjirō) ปั้นถ้วยด้วยมือโดยไม่ใช้แป้นหมุน ผนังหนา ทรงไม่ตรง สีดำทึบ ถ้วยแบบนี้ต่อมาถูกเรียกว่า raku

ถ้วยชาราคุสีดำของโชจิโร ชื่อ Kaedegure ปั้นมือ ผนังหนา ทรงไม่สมมาตร
ถ้วยชาราคุดำชื่อ "Kaedegure" (พลบค่ำริมป่าเมเปิล) โดย Raku Chōjirō · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)

ทำไมถึงต้องตั้งชื่อให้ถ้วย

กลับมาเรื่องชื่อ ถ้วยชาญี่ปุ่นชั้นดีหลายใบมีชื่อเฉพาะของตัวเอง ถ้วยดำจากเซโตะใบหนึ่งชื่อ "ค้อนเหล็ก" (Tettsui) ถ้วยชิโนะ (Shino) อีกใบที่มีลายสะพานเลือนๆ อยู่ใต้เคลือบขาวขุ่น ได้ชื่อว่า "สะพานแห่งเทพเจ้า" ส่วนถ้วยราคุดำของโชจิโรข้างบนชื่อ "พลบค่ำริมป่าเมเปิล"

เราว่าตรงนี้สำคัญกว่าความเบี้ยวเยอะ เพราะคนไม่ตั้งชื่อให้ของที่เปลี่ยนแทนกันได้ ไม่มีใครตั้งชื่อแก้วกาแฟในออฟฟิศที่หน้าตาเหมือนอีกสามสิบใบในตู้ การตั้งชื่อจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อของชิ้นนั้นมีหน้าตาเป็นของมันคนเดียว และมีคนใช้มันนานพอจะผูกพัน

ถ้วยชาเซโตะดำชื่อ Tettsui หรือค้อนเหล็ก ผิวเคลือบดำมันมีจุดด่าง ปากถ้วยไม่เรียบ
ถ้วยชาเซโตะดำชื่อ "Tettsui" (ค้อนเหล็ก) ปลายศตวรรษที่ 16 · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)
ถ้วยชาชิโนะเคลือบขาวขุ่นหนา มีลายสะพานสีน้ำตาลเลือนอยู่ใต้เคลือบ
ถ้วยชาชิโนะ "Shinkyō" (สะพานแห่งเทพเจ้า) ปลายศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 17 · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)

ความเบี้ยวที่ถูกพิมพ์ซ้ำ

ทีนี้ลองนึกถึงแก้วเซรามิก "สไตล์ wabi-sabi" ในร้านของแต่งบ้าน ปากเบี้ยวนิดๆ เคลือบไหลหน่อยๆ ดูเหมือนทำมือ แต่ถ้าหยิบมาสิบใบ มันจะเบี้ยวเหมือนกันเป๊ะทั้งสิบ เพราะออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน

ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นคือความสมบูรณ์แบบอีกแบบหนึ่ง เป็นรอยเบี้ยวที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้วผลิตซ้ำ ไม่ต่างจากลายสกรีนบนเสื้อ ส่วนโถ Hotei ขี้เถ้าจะตกตรงไหนช่างเลือกเองไม่ได้ ไฟจะวิ่งทางไหนก็ไม่มีใครสั่ง ความเบี้ยวของมันเกิดได้ครั้งเดียวแล้วก็จบ นี่คือเส้นแบ่งที่เราคิดว่าชัดที่สุดระหว่างลุค wabi-sabi กับ wabi-sabi จริงๆ

รอยซ่อมที่ไม่คิดจะซ่อน

อีกเรื่องที่ทำให้ภาพชัดขึ้นคือคินสึงิ (kintsugi) การซ่อมเครื่องปั้นที่แตกด้วยยางรักแล้วโรยหรือผสมผงทอง ถ้วยเซลาดอนจีนสมัยซ่งใต้ใบนี้เคยบิ่น แล้วถูกต่อกลับด้วยรอยทองที่ปากถ้วย ใครเห็นก็รู้ทันทีว่ามันเคยพัง

ชามเซลาดอนสีเขียวอ่อนแบบหลงฉวน ปากชามมีรอยซ่อมด้วยรักทองสองจุด
ชามเซลาดอนหลงฉวน ราชวงศ์ซ่งใต้ ศตวรรษที่ 13 ซ่อมด้วยรักทอง · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)

คนซ่อมเลือกได้นะว่าจะทำรอยให้เนียนจนมองไม่เห็น แต่เขาเลือกให้มันเป็นสีทอง เป็นจุดที่สะดุดตาที่สุดของทั้งใบ เหมือนจะบอกว่าประวัติของถ้วยใบนี้ รวมถึงวันที่มันแตก ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวมันด้วย โถเล็กจากคารัตสึ (Karatsu) อีกใบก็มีเส้นทองไหลลงมาตามรอยร้าว ดูแล้วเหมือนแผนที่แม่น้ำมากกว่าแผล

โถเล็กคารัตสึเคลือบขี้เถ้าสีน้ำตาลส้ม มีรอยร้าวที่ซ่อมด้วยรักทองไหลเป็นเส้น
โถเล็ก (kotsubo) เครื่องปั้นคารัตสึ ปลายศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 17 ซ่อมด้วยรักทอง · ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access)

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานของเรา

ช่วงหลังเราเห็นดีไซเนอร์หันกลับไปหาความหยาบและร่องรอยมือกันเยอะ (เคยเล่าไว้ในเรื่อง Tactile Rebellion ความไม่สมบูรณ์แบบที่ดีไซเนอร์ใช้สู้กับยุค AI) คำถามที่ถ้วยเก่าพวกนี้ฝากไว้ก็คือ รอยที่เราใส่ลงไปในงาน เป็นรอยที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นฟิลเตอร์ที่กดใช้กี่ครั้งก็ออกมาหน้าตาเดิม

wabi-sabi ไม่ได้ขอให้เราทำของให้เบี้ยว มันขอให้เราปล่อยให้ของเปลี่ยนไปตามการใช้ แล้วไม่รีบลบร่องรอยที่ตามมา แก้วที่เริ่มมีคราบชาฝังในเคลือบ ด้ามไม้ที่มือจับจนขึ้นเงา มุมปกหนังสือที่ช้ำ ของพวกนี้ไม่ได้ซื้อมาแบบนั้น มันกลายเป็นแบบนั้นเพราะมีคนอยู่กับมัน

บางทีของที่เป็น wabi-sabi ที่สุดในบ้าน อาจไม่ใช่แจกันดินดิบที่เพิ่งกดสั่งมาเมื่อวาน แต่เป็นแก้วใบเก่าที่บิ่นตรงปาก ที่เรายังไม่ยอมทิ้งสักที ทั้งที่ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไม

อ้างอิง: ข้อมูลวัตถุจากฐานข้อมูลคอลเลกชันของ The Metropolitan Museum of Art · Leonard Koren, Wabi-Sabi for Artists, Designers, Poets & Philosophers (1994)

Photo credit: The Metropolitan Museum of Art, New York (Open Access, CC0) · Freshwater Jar "Hotei" (Gift of Peggy and Richard M. Danziger, 2024) · Black Raku Tea Bowl "Kaedegure" (Gift of Peggy and Richard M. Danziger, 2024) · Black Seto Tea Bowl "Tettsui" และ Shino Tea Bowl "Shinkyō" (Mary Griggs Burke Collection, 2015) · Longquan Bowl (Rogers Fund, 1917) · Karatsu Small Jar (H. O. Havemeyer Collection, 1929)


ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Shoreline Yunomi Cup

Shoreline Yunomi Cup ถ้วยยุโนมิทำมือจาก workspace.ss ใบที่ใช้ไปนานๆ แล้วคราบชาจะค่อยๆ เล่าเรื่องของมันเอง

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด