ปกหนังสือเล่มนี้เป็นสีแดงทั้งผืน ตรงกลางมีชื่อเรื่องวางเรียงกันสามก้อน ก้อนแรกเป็นภาษาเยอรมัน ก้อนที่สองภาษาฝรั่งเศส ก้อนที่สามภาษาอังกฤษ ตัวหนังสือขนาดเท่ากัน สีขาวเหมือนกัน ไม่มีก้อนไหนตัวใหญ่กว่าเพื่อน มันคือหนังสือรวมงานกราฟิกทางการของสวิตเซอร์แลนด์ พิมพ์ที่ซูริกเมื่อปี 1964 และถ้าจะหาคำตอบว่าทำไม Swiss Style ยังดูร่วมสมัยหลังผ่านมาเกือบ 70 ปี เราว่าคำตอบอยู่บนปกนี้แล้วครึ่งหนึ่ง

ปกหนังสือสีแดง Offizielle Schweizer Grafik ปี 1964 ชื่อเรื่องพิมพ์สามภาษาเรียงกัน
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · หนังสือ Offizielle Schweizer Grafik / Arts graphiques officiels en Suisse / Official graphic art in Switzerland, ABC Verlag ซูริก 1964

คนส่วนใหญ่จำสไตล์สวิสได้จากหน้าตา ตัวหนังสือไม่มีเชิง วางชิดซ้าย ภาพถ่ายขาวดำ พื้นที่ว่างเยอะ แต่ถ้ามองแค่หน้าตาก็จะงงว่าทำไมของที่ดูเรียบขนาดนี้ถึงไม่เคยเชย เพราะของเรียบๆ ส่วนใหญ่ก็เชยได้เหมือนกัน เราคิดว่ามันรอดมาได้ไม่ใช่เพราะสวย แต่เพราะมันเกิดในประเทศที่ต้องคุยกับคนหลายภาษาพร้อมกันตลอดเวลา และนั่นคือโจทย์เดียวกับจอที่เราถืออยู่ทุกวันนี้เป๊ะ

ประเทศที่ไม่อยากเลือกข้างว่าจะพูดภาษาอะไร

สวิตเซอร์แลนด์มีภาษาประจำชาติสี่ภาษา คือเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโรมานช์ ประเทศนี้ไม่อยากเลือกภาษาไหนเป็นหน้าเป็นตาของตัวเองถึงขั้นที่ไปหยิบภาษาละตินมาใช้แทน แสตมป์สวิสพิมพ์คำว่า Helvetia ส่วนตัวย่อ CH ที่เห็นบนป้ายรถมาจาก Confoederatio Helvetica พูดง่ายๆ คือถ้าเลือกไม่ได้ ก็ใช้ภาษาที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของซะเลย

นักออกแบบสวิสยุคหลังสงครามโตมากับโจทย์นี้ โปสเตอร์ใบเดียวอาจต้องติดทั้งในเมืองที่พูดเยอรมันและเมืองที่พูดฝรั่งเศส นิตยสาร Neue Grafik ที่ Josef Müller-Brockmann กับเพื่อนอีกสามคนทำออกมา 18 เล่มระหว่างปี 1958 ถึง 1965 ก็พิมพ์เนื้อหาเป็นเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศสคู่กันไปทุกเล่ม ความเป็นกลางเลยไม่ใช่รสนิยม มันคือเงื่อนไขของการทำงาน

ระยะใกล้ของตัวหนังสือสีขาวบนปกแดง ภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสวางคู่กัน
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0)

ตัวหนังสือที่ไม่ต้องแปล

ลองดูเรื่องเล็กๆ อย่างชื่อน้ำหนักฟอนต์ ตัวหนาภาษาอังกฤษเรียก bold ฝรั่งเศสเรียก gras เยอรมันเรียก fett พอ Adrian Frutiger ออกแบบ Univers ปี 1957 เขาเลิกตั้งชื่อแบบนี้ไปเลย แล้วใช้ตัวเลขสองหลักแทน ตัวปกติคือ 55 หนาขึ้นก็เลขขึ้น แคบลงก็เลขเปลี่ยน ตัวเลขไม่ต้องแปล ช่างพิมพ์ที่ไหนก็อ่านออก

Helvetica ก็มีเรื่องคล้ายกัน ตอนเปิดตัวปี 1957 มันชื่อ Neue Haas Grotesk พอถึงปี 1960 ตอนจะทำตลาดนอกประเทศ ชื่อก็ถูกเปลี่ยนเป็น Helvetica ซึ่งยืมมาจากชื่อละตินของสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง ฟอนต์ที่ดังที่สุดในโลกตัวหนึ่งจึงมีชื่อที่ตั้งใจให้ไม่เป็นภาษาของใครตั้งแต่แรก

หนังสือเปิดหน้าโปสเตอร์งานแสดงรถยนต์เจนีวา ตัวหนังสือภาษาฝรั่งเศสบนพื้นดำ
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · หน้าโปสเตอร์ Salon international de l'automobile Genève ในหนังสือ Offizielle Schweizer Grafik

ภาพถ่ายก็ทำงานแบบเดียวกัน งานสวิสยุคนั้นชอบภาพถ่ายมากกว่าภาพวาด เหตุผลหนึ่งที่เรามองเห็นคือภาพถ่ายของเครื่องบินก็คือเครื่องบินในทุกภาษา ไม่ต้องตีความลายเส้นของใคร ทั้งหมดนี้เลยไม่ใช่ความมินิมอลเพื่อความเท่ แต่เป็นการตัดทุกอย่างที่ต้องอธิบายเพิ่มทิ้งไป

หนังสือเปิดหน้าตัวอักษร SBB ของการรถไฟสวิสบนพื้นเขียวเข้ม
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · ตัวอักษร SBB ของการรถไฟสหพันธรัฐสวิส

แล้วมันมาอยู่บนจอเราได้ยังไง

ทีนี้ลองนึกถึงแอปสักตัวที่เปิดให้ใช้ในสี่สิบประเทศ ปุ่มเดียวกันต้องใส่คำภาษาไทย ญี่ปุ่น เยอรมัน ซึ่งยาวไม่เท่ากันสักภาษา คนออกแบบไม่รู้ว่าคนอ่านเป็นใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อความจะยาวแค่ไหน นี่คือสถานการณ์เดียวกับโปสเตอร์ในเมืองที่พูดสองภาษาเมื่อหกสิบปีก่อน แค่ขยายสเกลขึ้นเป็นทั้งโลก

การวางตัวหนังสือชิดซ้ายแล้วปล่อยปลายบรรทัดให้ขาดตามจริง ไม่บีบไม่ยืด ทำงานได้กับข้อความทุกความยาว ตัวหนังสือไม่มีเชิงที่ไม่พกอารมณ์ยุคไหนมาด้วย ก็อ่านง่ายบนจอเล็ก ส่วนระเบียบเบื้องหลังที่ทำให้ทั้งหมดนี้อยู่ด้วยกันได้ เราเคยเล่าไว้แล้วในเรื่องของ grid system สิ่งที่สวิสวางไว้จึงไม่ได้ถูกเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ มันถูกเอาไปใช้ซ้ำทุกวันโดยที่คนใช้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากไหน

จอแสดงเวลารถโดยสาร PostAuto ในสวิตเซอร์แลนด์ ตัวหนังสือดำบนพื้นขาวและแถบเหลือง
ภาพ: Kecko via Flickr (CC BY 2.0) · จอข้อมูลผู้โดยสารบนรถ PostAuto

จอบอกป้ายบนรถเมล์สวิสข้างบนนี้ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย และนั่นแหละคือประเด็น คนบนรถอ่านมันได้ในสองวินาทีแล้วก็หันกลับไปมองหน้าต่าง ไม่มีใครต้องชมว่าดีไซน์สวย

วันที่ความเป็นกลางกลายเป็นชุดแต่งตัว

ที่ตลกคือทุกวันนี้ถ้าพิมพ์คำว่า Swiss design ลงในช่องค้นหา เราจะเจอโปสเตอร์แบบเดียวกันเป็นร้อยใบ พื้นแดงหรือขาว Helvetica ตัวเบ้อเริ่ม ตัวเลขลอยๆ สักชุด เส้นบางๆ สักสองเส้น หลายใบไม่ได้บอกอะไรใครเลย แค่บอกว่าคนทำชอบสไตล์นี้

สไตล์ที่เกิดมาเพื่อลบเสียงของนักออกแบบออกจากงาน กลับถูกใช้เป็นป้ายบอกรสนิยมของนักออกแบบ อันนี้ไม่ได้ว่าใครนะ เราเองก็กดเซฟโปสเตอร์แบบนี้ไว้เต็มเครื่อง แค่รู้สึกว่ามันกลับหัวกลับหางดี

หนังสือเปิดหน้างานกราฟิกของไปรษณีย์สวิส PTT ตัวอักษรใหญ่ แสตมป์ และสัญลักษณ์
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · งานกราฟิกของ PTT ไปรษณีย์และโทรคมนาคมสวิส

แต่ก็อาจเป็นเพราะแบบนี้มันถึงยังไม่ตาย ปลายทศวรรษ 1960 Wolfgang Weingart เริ่มสอนที่บาเซิลแล้วพังกติกาสวิสจากข้างในโรงเรียนสวิสเอง ตัวหนังสือซ้อนกัน เอียง ระยะห่างผิดทุกที่ จนคนเรียกงานแนวนั้นว่า Swiss punk ของที่มีกฎชัดขนาดนี้มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือคนรุ่นต่อไปรู้ว่าจะแหกตรงไหน และการแหกนั้นก็ทำให้ของเดิมยังถูกพูดถึงอยู่ตลอด

หนังสือเปิดหน้างานโฆษณาสายการบิน Swissair ภาพเครื่องบินและตัวหนังสือ
ภาพ: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · หน้างานของ Swissair ในหนังสือ Offizielle Schweizer Grafik

ครั้งหน้าที่เจอโปสเตอร์แดงตัวหนังสือใหญ่สไตล์สวิส ลองถามมันเล่นๆ ว่ากำลังพยายามคุยกับใคร ถ้าคำตอบคือคนที่ชอบสไตล์สวิสอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นงานที่ห่างจากสวิสที่สุดในห้องก็ได้

อ้างอิง: Wikipedia, Neue Grafik และ Univers · Lars Müller Publishers, Neue Grafik 1958–1965 · หนังสือ Offizielle Schweizer Grafik (ABC Verlag, 1964)

Photo credit: Aestheter via Flickr (CC BY 2.0) · Kecko via Flickr (CC BY 2.0)


ของแดงขาวจากร้านใน Portjolio

Large Striped Trousers – Red and White

Large Striped Trousers – Red and White แดงกับขาวคู่เดียวกับปกหนังสือเล่มนั้น แต่คราวนี้ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไหนเลย

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด