ผนังพองกลมแต่ละช่องมีภาพข้างนอกติดอยู่ พอเงยหน้าขึ้น เราก็เจอท้องฟ้าซ้ำกันหลายสิบครั้ง Compound Camera No.3 ของ Pneuhaus ทำให้กล้องใหญ่จนคนเดินเข้าไปอยู่ข้างในได้ และทำให้ภาพที่ปกติเราแตะได้แค่บนจอ กลายเป็นผิวที่ใช้มือดันให้เปลี่ยนรูปได้จริง

ตัวงานใช้เลนส์ 221 ชิ้นรับภาพรอบโครงสร้างเข้ามา แสงอาทิตย์ทำหน้าที่สร้างภาพบนผิวด้านในโดยไม่ต้องใช้จอแอลอีดี ภาพเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกเก็บไว้ด้วย เราจึงกำลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างนอกในเวลานั้น ผ่านกล้องหลายช่องพร้อมกัน
Colossal หยิบงานนี้มาเล่าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 หลังเปิดตัวที่ MODE Festival ในเดือนกันยายน แต่ประเด็นที่อยากชวนมองต่ออยู่ตรงการออกแบบประสบการณ์ดูภาพ เรามักถือกล้องไว้ตรงหน้า คราวนี้ตัวเรากลับเป็นคนเข้าไปอยู่หลังเลนส์เสียเอง

ภาพเดียวกันยังต้องเลือกว่าจะมองตรงไหน
เลนส์ที่หันขึ้นรับภาพท้องฟ้า ส่วนเลนส์ด้านข้างรับต้นไม้ อาคาร และคนเดินผ่าน ทุกช่องมีทิศของตัวเอง ภาพจึงไม่ได้รวมเป็นหน้าต่างบานเดียวที่บอกเราว่าจุดสำคัญอยู่ตรงกลาง อยากดูอะไรต้องขยับสายตา หรือขยับตัวไปหาเอง
ตรงนี้ทำให้เรานึกถึงนิสัยเวลาดูรูปบนโทรศัพท์ นิ้วเลื่อนขึ้นไปได้เรื่อย ๆ แต่ร่างกายแทบไม่ต้องทำอะไร งานนี้กลับใช้พื้นที่ทั้งห้องเป็นส่วนหนึ่งของการดู ระยะระหว่างตัวเรากับผนังมีความหมายขึ้นมา จะยืนดูหลายช่องพร้อมกันหรือเข้าใกล้ช่องเดียวก็ให้ความรู้สึกคนละแบบ

เราอ่านการแบ่งภาพแบบนี้ได้ว่า มุมมองไม่ได้เป็นของที่ติดมากับสถานที่อย่างตายตัว ต้นไม้ต้นเดิมยังเป็นต้นเดิม แต่พอมันอยู่ในช่องโค้งเล็ก ๆ ข้างภาพท้องฟ้าอีกหลายช่อง เราต้องเลือกใหม่ว่าจะให้ความสนใจกับอะไร การออกแบบเปลี่ยนการมองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนของที่ถูกมองเลย
มือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพ
คนดูสามารถดันผิวนุ่มด้านในให้ภาพบิดไปได้ รายละเอียดเล็ก ๆ นี้ทำให้คำว่าโต้ตอบจับต้องได้ขึ้นมาทันที ไม่มีเมนูให้เรียนรู้ มือสัมผัสวัสดุ วัสดุขยับ แล้วสิ่งที่ตาเห็นก็เปลี่ยนตาม ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลลัพธ์อยู่ตรงหน้า

สำหรับเรา ความนุ่มจึงทำหน้าที่มากกว่าให้รูปทรงดูเป็นมิตร ถ้าผิวนี้แข็งและขยับไม่ได้ คนดูก็คงได้แค่ยืนมอง แต่เมื่อวัสดุยอมเปลี่ยนรูป ร่างกายก็เข้ามามีส่วนกับภาพได้ เรื่องของแสงกับเรื่องของสัมผัสมาเจอกันตรงนี้เอง
แนวคิดนี้พอจะคุยต่อกับงานหนวดแมลงของ Wang & Söderström ที่ขยายอวัยวะรับสัมผัสขึ้นมาให้คนเข้าไปพบได้ งานทั้งสองทำให้การรับรู้มีขนาด มีระยะ และมีพื้นที่ให้ร่างกายเข้าไปเกี่ยวข้อง แทนที่จะจบอยู่แค่ภาพที่เรามองผ่าน ๆ

เห็นแล้วไม่จำเป็นต้องเก็บ
Pneuhaus อธิบายงานของสตูดิโอว่าเริ่มจากฟิสิกส์ ชีววิทยา และงานฝีมือ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้คนได้เล่นกับประสาทสัมผัส พอมองจากแนวทางนี้ จำนวนเลนส์จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขไว้บอกว่าทำยากแค่ไหน แต่เป็นวิธีเปิดให้คนเลือกดูคนละส่วนของพื้นที่เดียวกัน
ส่วนการที่ตัวงานไม่บันทึกภาพ ทำให้เราคิดถึงความเคยชินอีกอย่าง เห็นภาพแล้วต้องเก็บไว้ก่อน บางครั้งเก็บจนลืมกลับมาดูด้วยซ้ำ เมื่อภาพตรงหน้ามีอยู่ตามแสงและสิ่งที่ผ่านไป การยืนอยู่กับมันจึงมีน้ำหนักของตัวเอง โดยไม่ต้องรับประกันว่าจะเอากลับไปเปิดซ้ำได้

ถ้าเดินออกมาจากกล้องนี้แล้วเงยหน้ามองฟ้าตรง ๆ อีกครั้ง ฟ้าก็คงยังเป็นฟ้าเดิม แต่เราอาจเลือกยืนดูมันนานขึ้นอีกหน่อย
ผลงานและแนวทางของสตูดิโออยู่ที่ Pneuhaus
อ้างอิง: Colossal · Compound Camera No.3 และ MODE Festival
Photo credit: Pneuhaus, courtesy of the studio via Colossal · ชุดภาพต้นทางระบุช่างภาพ Lachlan Turczan และ Stefan Stefanizyn
ของชิ้นนี้จากร้านใน Portjolio
![[PRE-ORDER] THE SEEKER ผลงานจากร้าน thireqpecko](https://api.portjolio.net/storage/v1/object/public/product-images/products/wp/28014094fd1598485399.webp)
[PRE-ORDER] THE SEEKER จากร้าน thireqpecko มีชื่อที่ชวนให้นึกถึงคนที่ยังอยากออกไปค้นหาอะไรด้วยตาตัวเอง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


