บนทางเท้าในลักเซมเบิร์ก มีเครื่องเล็กๆ ตัวหนึ่งวางอยู่ ปากกาหัว 005 ขยับกลับไปกลับมาบนกระดาษ A4 เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงเครื่องพิมพ์ แต่เป็นเสียงปลายปากกาลากไปบนผิวกระดาษ ช้า และสม่ำเสมอ
เครื่องนั้นคือพล็อตเตอร์ สิ่งที่มันกำลังวาดคือชื่อบริษัท

Pascal Piron ใช้เวลาหลายสัปดาห์ไล่เก็บข้อมูลจากทะเบียนบริษัทสาธารณะของลักเซมเบิร์ก ข้อมูลชุดนี้เปิดให้ทุกคนดูได้ตามกฎหมาย แต่การเปิดดูทีละรายการต้องผ่าน CAPTCHA ทุกครั้ง ความเปิดเผย กับความเข้าถึงได้จริง จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สิ่งที่เขาได้กลับมาคือรายชื่อบริษัทพร้อมที่อยู่จดทะเบียน จากนั้นเขาแปลงข้อมูลทั้งกองเป็น G-code แล้วส่งให้เครื่องวาด

หนึ่งแผ่นคือหนึ่งที่อยู่
กติกาที่ Piron ตั้งไว้เรียบง่ายมาก กระดาษหนึ่งแผ่นเท่ากับที่อยู่หนึ่งแห่ง หนึ่งบรรทัดเท่ากับหนึ่งบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ตรงนั้น
ตัวอักษรที่ใช้คือ Hershey stroke font ชุดตัวอักษรที่ห้องทดลองของกองทัพเรือสหรัฐวาดไว้ตั้งแต่ปี 1967 สำหรับให้เครื่องจักรเขียน ไม่ได้ออกแบบมาให้สวย ออกแบบมาให้ลากจบได้ด้วยเส้นเดียว
ที่อยู่บางแห่งมีบริษัทเดียว หน้ากระดาษจึงเกือบว่าง มีบรรทัดสั้นๆ บรรทัดเดียวลอยอยู่กลางความขาว อ่านได้ชัดทุกตัวอักษร

ที่อยู่บางแห่งมีหลายสิบ บรรทัดเริ่มเบียดกัน หมึกเริ่มหนา แต่ยังพอไล่สายตาตามได้

แล้วก็มีที่อยู่ที่มีบริษัทจดทะเบียนไว้เป็นร้อย บรรทัดทับกันจนหมึกกลืนเป็นแถบ ตัวอักษรหายไปทีละตัว จนหน้ากระดาษดำสนิท

จุดที่อ่านไม่ออก คือจุดที่มีข้อมูลมากที่สุด
นี่คือสิ่งที่งานชุดนี้พูดโดยไม่ต้องเขียนคำอธิบายกำกับ ที่อยู่ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนไว้หลายร้อยแห่งมักเป็นตู้จดหมายในอาคารสำนักงาน ไม่ใช่ที่ทำงานจริงของใคร วงการเรียกการจดทะเบียนแบบนี้ว่า domiciliation
ในตารางข้อมูลปกติ ที่อยู่แบบนั้นเป็นแค่แถวหนึ่งที่ยาวกว่าแถวอื่น แต่เมื่อเอามาวาดลงกระดาษจริงด้วยกติกาเดียวกันหมด ความหนาแน่นกลายเป็นสิ่งที่ตาเห็นทันที และเห็นในรูปของความมืด
ปกติเราคาดหวังให้ภาพข้อมูลทำให้เรื่องยากอ่านง่ายขึ้น งานชิ้นนี้ทำตรงข้าม มันปล่อยให้ความอ่านไม่ออกเกิดขึ้นเอง แล้วชี้ว่าความอ่านไม่ออกนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดของภาพ แต่เป็นรูปร่างของข้อมูลเอง

ทำไมต้องเป็นพล็อตเตอร์
ภาพชุดนี้พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ธรรมดาก็ได้ ผลลัพธ์บนหน้าจอแทบไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่จะหายไปคือเวลา
พล็อตเตอร์วาดทีละเส้น ที่อยู่ที่มีบริษัทเป็นร้อยใช้เวลานานกว่าที่อยู่ที่มีบริษัทเดียวหลายเท่าตัว คนที่ยืนดูเครื่องทำงานจึงรับรู้ความหนาแน่นผ่านการรอ ไม่ใช่ผ่านตัวเลข ความมืดบนกระดาษกับเวลาที่เสียไปเป็นสิ่งเดียวกัน
เครื่องเขียนแบบนี้เคยเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่ตกยุคไปแล้ว ก่อนถูกหยิบกลับมาใช้ในแวดวงงานเจเนอเรทีฟช่วงไม่กี่ปีมานี้ ในจังหวะที่ภาพหนึ่งภาพถูกสร้างได้ในไม่กี่วินาที การเลือกเครื่องมือที่ช้าที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องของความคิดถึงอดีต มันคือการตั้งใจให้กระบวนการมีน้ำหนักเท่ากับผลลัพธ์ คล้ายกับที่การถ่ายภาพฟิล์มกลับมาในปีที่ภาพถูกผลิตได้ง่ายที่สุด

ที่อยู่บนกระดาษแต่ละแผ่นมีอยู่จริง เดินไปยืนหน้าประตูได้ กดกริ่งได้ สิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นมักเป็นล็อบบี้เงียบๆ กับแถวตู้จดหมาย
กระดาษดำแผ่นหนึ่งกับประตูบานหนึ่ง เป็นข้อมูลชุดเดียวกันที่ถูกเล่าคนละภาษา ภาษาหนึ่งอยู่ในทะเบียนที่เปิดให้ค้นได้ อีกภาษาหนึ่งอยู่บนถนนที่คนเดินผ่านทุกวันโดยไม่เงยหน้ามอง
ที่มา: Creative Applications Network, ผลงาน Public Record โดย Pascal Piron
Photo credit: Boris Loder และ Pascal Piron via Creative Applications Network
ชวนดูของในเว็บ

Daily Eyes Poster No.1 โปสเตอร์ที่วางน้ำหนักทั้งหมดไว้ที่เส้น ต่างกันตรงที่คนเป็นคนลากเอง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด