ถ้ามองไกลๆ Partiche เป็นซานส์เซริฟเรขาคณิตธรรมดา เส้นหนาเท่ากันหมด ทรงกลมๆ อ่านง่าย แต่พอเข้าไปใกล้อีกนิดจะเห็นว่าปลายเส้นหลายจุดมันไม่ได้ตัดตรง มันเฉียงเป็นลิ่ม แล้วก็มีเดือยเล็กๆ โผล่ออกมาตรงที่ฟอนต์เรขาคณิตปกติเขาไม่ทำกัน ฟอนต์ตัวนี้เพิ่งออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมจาก Lipton Letter Design

ตัวอย่างฟอนต์ Partiche แสดงคำว่า Partiche ตัวหนาบนพื้นครีม
ภาพ: Lipton Letter Design

คนที่วาดคือ Richard Lipton ซึ่งถ้าใครตามวงการตัวพิมพ์มาบ้างน่าจะคุ้นชื่อ เขาเป็นคนนิวยอร์ก เริ่มทำงานตั้งแต่ปี 1974 ในฐานะนักคัดลายมือ คนเขียนป้าย และกราฟิกดีไซเนอร์ ก่อนจะเข้า Bitstream ในปี 1983 อยู่ที่นั่นแปดปี แล้วออกมาเปิดสตูดิโอตัวเองในปี 1991 และไปทำงานประจำที่ Font Bureau

งานที่คนรู้จักเขามากที่สุดคือ Bickham Script ฟอนต์สคริปต์หวัดๆ ที่ถอดมาจากงานแกะพิมพ์ของ George Bickham ในศตวรรษที่ 18 พูดง่ายๆ คือคนนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับเส้นโค้งที่ไหลลื่นแบบปลายปากกาหัวตัด

แล้วทำไมอยู่ๆ มาทำตัวเหลี่ยม

คำอธิบายจากฝั่งสตูดิโอบอกว่า Partiche หยิบอารมณ์กราฟิกขี้เล่นของ Seymour Chwast มาเป็นตัวตั้ง แล้วเหลาด้วยสายตาแบบคัลลิกราฟีของ Lipton เอง

Seymour Chwast เป็นหนึ่งในคนที่ตั้ง Push Pin Studios ขึ้นมาในปี 1954 ร่วมกับ Milton Glaser และเพื่อนอีกสองคน สตูดิโอนี้คือต้นทางของภาษาภาพแบบป็อปที่คนยังก๊อปกันอยู่ถึงทุกวันนี้ ตัวอักษรอ้วนๆ สีจัดๆ ที่บิดรูปทรงได้ตามใจโดยไม่สนกฎของโรงหล่อ

ตัวอย่างการใช้ฟอนต์ Partiche เป็นป้ายชื่อ The Magic Garden บนพื้นเขียวเซจ
ภาพ: Lipton Letter Design

สิ่งที่ออกมาเลยเป็นลูกผสมที่แปลกดี โครงเป็นเรขาคณิตแบบที่แบรนด์สมัยนี้ชอบใช้ แต่รายละเอียดปลายเส้นเป็นของคนที่เคยจับปากกาหัวตัดมาก่อน ลองดูตัว t ในคำว่า Partiche ก็ได้ ปลายล่างมันเฉียงเหมือนโดนตัดด้วยมุมปากกา ไม่ใช่ตัดฉากแบบเครื่อง

ที่ว่าง่ายจริงๆ แล้วไม่ง่าย

ในหน้าตัวอย่างของสตูดิโอ เขาเอาไปวางเป็นชื่อเรื่องหนังสือ Divine Comedy ตัวใหญ่เต็มพื้นที่ ตรงนี้จะเห็นเดือยที่ว่าชัดที่สุด ทั้งขาของตัว M ที่ปลายบานออกนิดเดียว และเส้นแนวนอนของตัว E ที่ปลายไม่เท่ากันทั้งสามเส้น

ตัวอย่างฟอนต์ Partiche ใช้เป็นชื่อเรื่อง Divine Comedy ตัวใหญ่บนพื้นไล่สีเขียว
ภาพ: Lipton Letter Design

รายละเอียดพวกนี้ทำงานแบบที่เราชอบ คือมันไม่ตะโกน ถ้าเอาไปใช้เป็นตัวเนื้อความขนาดเล็ก คนอ่านจะไม่ทันสังเกตอะไรเลย แต่พอขยายเป็นหัวเรื่องใหญ่ๆ ความไม่เรียบพวกนี้จะโผล่ขึ้นมาทำให้ตัวอักษรไม่แข็งเป็นหุ่นยนต์

ตัวอย่างฟอนต์ Partiche จัดหน้าเป็นชื่อเพลง Holberg Suite คู่กับย่อหน้าเนื้อความสีเขียว
ภาพ: Lipton Letter Design

ครอบครัวนี้มีห้าน้ำหนักคือ Thin, Light, Regular, Bold และ Black บวกตัวแปรผันหนึ่งตัวที่ขยับได้บนแกนน้ำหนัก รองรับทั้งละตินและกรีก มีตัวเลขแบบเรียงในบรรทัดและแบบขึ้นลง เลขศูนย์แบบขีดทับ ลิเกเจอร์ เศษส่วน สมอลแคปส์ และชุดตัวอักษรสำรองอีกหลายชุด แปลว่าตั้งใจให้เอาไปใช้ทำงานจริงไม่ใช่แค่โปสเตอร์

ที่จริงถ้าเทียบกับฟอนต์ที่เราคุยกันไปเมื่อวาน อย่าง CoFo Robert Sans ที่ถอดโครงมาจากสแล็บเซริฟ ก็จะเห็นวิธีคิดคล้ายกันอยู่ คือเอาความจำจากตัวอักษรอีกสายมาแอบไว้ในตัวที่หน้าตาดูสมัยใหม่

ตัวอย่างการใช้ฟอนต์ Partiche จัดหน้าสูตรอาหารพาสต้า มีทั้งหัวเรื่องหนาและรายการส่วนผสม
ภาพ: Lipton Letter Design

สิ่งที่เราคิดต่อคือ การอ้างถึง Chwast ในปี 2026 มันไม่ใช่การย้อนยุคเสียทีเดียว เพราะสิ่งที่ Push Pin ทำเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนคือการปฏิเสธว่าตัวอักษรต้องเนี้ยบและเป็นกลาง ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งเดียวกับที่คนออกแบบกำลังพูดกันอีกรอบตอนนี้ ตอนที่โลกเต็มไปด้วยซานส์เซริฟหน้าตาเหมือนกันหมด

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ฟอนต์ที่ซ่อนความขี้เล่นไว้ในระดับที่ต้องเพ่งถึงเห็น จะโดนใช้จริงมากแค่ไหนในงานที่ลูกค้าอยากได้อะไรที่ปลอดภัยไว้ก่อน

อ้างอิง: Lipton Letter Design (liptonletterdesign.com) และ Typecache Font News (14 สิงหาคม 2026)

Photo credit: Lipton Letter Design


ชวนดูของในเว็บ

สติกเกอร์ Portcha Set 1

สติกเกอร์ Portcha Set 1 เป็นอีกที่ที่ตัวอักษรกับรูปต้องอยู่ในพื้นที่เล็กมาก แล้วยังต้องอ่านออกจากระยะสองเมตร

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด