ปี 1977 มีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งได้รับเข้าเป็นสมาชิก la Chambre Syndicale de la Couture Parisienne ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของวงการเสื้อผ้าปารีส เป็นผู้หญิงเอเชียคนแรกที่ไปถึงตรงนั้น ชื่อของเธอคือ Hanae Mori และเกือบห้าสิบปีต่อมา ชื่อนี้ก็กลายมาเป็นชื่อฟอนต์

คนทำคือ Flavia Zimbardi นักออกแบบตัวอักษรชาวบราซิล ทำร่วมกับ Ayaka B. Ito โดยมี Aline Kaori กับ Fátima Lázaro ช่วยอีกแรง งานนี้อยู่ในโปรเจกต์ที่ Zimbardi ตั้งขึ้นเองชื่อ Women In Type เพิ่งอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.3 เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา
ทำไมต้องเป็น Hanae Mori

Mori ไม่ได้โผล่มาที่ปารีสแล้วดัง ก่อนหน้านั้นเธอทำชุดให้หนังญี่ปุ่นมากกว่าสองร้อยเรื่อง ตั้งแต่ยุค 1950 ถึงกลาง 1960 ซึ่งเป็นการฝึกเรื่องสีกับการเคลื่อนไหวที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะชุดในหนังต้องอ่านออกจากที่นั่งหลังสุดของโรง
สิ่งที่คนจำเธอได้มากที่สุดคือผีเสื้อ เธอใช้ลายผีเสื้อจนกลายเป็นลายเซ็น คนเรียกเธอว่ามาดามบัตเตอร์ฟลาย และสิ่งที่เธอทำได้ยากกว่านั้นคือการเอาลายดอกไม้และลวดลายญี่ปุ่นไปวางในโครงเสื้อแบบตะวันตก โดยไม่ให้มันออกมาเป็นชุดแฟนซี
ตรงนี้แหละที่ Zimbardi หยิบมาเป็นโจทย์ เพราะฟอนต์ตัวนี้ก็ทำสิ่งเดียวกัน
ลูกผสมที่ไม่ยอมเลือกข้าง

ถ้าไล่ดูว่า Hanae เอาอะไรมาจากไหนบ้าง จะเจอของสี่อย่างปนกันอยู่ โครงหลักมาจากสาย Old Style Antique โดยเฉพาะ Caslon แล้วไปหยิบ x-height สูงกับสัดส่วนกว้างของ Bookman มาใส่ ผสมความเป็นทางการแบบ Times New Roman แล้วเก็บนิสัยแปลกๆ บางอย่างของ Baskerville ติดมาด้วย
ฟังดูเหมือนเอาของเก่าสี่ตัวมากองรวมกัน ซึ่งปกติจะออกมาเละ แต่ที่มันรอดเพราะเลือกยืมคนละเรื่อง คือยืมโครงจากตัวหนึ่ง ยืมสัดส่วนจากอีกตัว ไม่ได้ยืมหน้าตาจากทุกตัวพร้อมกัน
ผลคือมันอ่านเป็นเซริฟแบบที่คุ้นตา วางบนปกนิตยสารได้ไม่เคอะเขิน แต่พอมองนานๆ จะเริ่มเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวไหนที่เรารู้จักสักตัว คล้ายกับที่เราเคยเล่าเรื่อง Bodoni กับวงการแฟชั่น คือเซริฟคอนทราสต์สูงมันมีเสน่ห์ตรงที่ดูแพงโดยไม่ต้องพยายาม แต่ Hanae เลือกจะไม่คมเท่า Bodoni มันนุ่มกว่านั้นหน่อย
ตั้งแต่เส้นผมไปจนถึงตัวหนาทึบ

ชุดนี้มีแปดน้ำหนัก ไล่จาก Hairline Thin Light Regular Medium Bold ExtraBold ไปจบที่ Black ซึ่งช่วงที่กว้างขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับเซริฟสายนี้
ของที่อัปเดตรอบล่าสุดก็ตรงนี้เลย เขาดัน Hairline ให้บางลงไปอีก เติมน้ำหนักกลางๆ ที่ยังขาดอยู่ เพิ่มกลิฟ แล้วก็ไล่เคิร์นใหม่ทั้งชุด ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีใครเห็นแต่เป็นงานที่ตัดสินว่าฟอนต์จะใช้จริงได้หรือเปล่า
Hairline ที่บางขนาดนั้นมีที่ใช้อยู่ที่เดียวคือตัวใหญ่มากๆ บนปกหรือบนป้ายนิทรรศการ พอย่อลงมาขนาดปกติมันจะหายไปเลย แต่นั่นคือจุดประสงค์ ไม่ใช่ข้อบกพร่อง
โตเกียวกับปารีส

หน้าหนึ่งในสเปซิเมนเรียงแค่พิกัดของสองเมือง โตเกียวกับปารีส ไม่มีอย่างอื่น ซึ่งเป็นวิธีเล่าที่เราว่าตรงและงามพอดี เพราะชีวิตทำงานของ Mori คือการวิ่งระหว่างสองที่นี้จริงๆ

อีกอย่างที่ควรพูดถึงคือสเปซิเมนไม่ได้เรียงข้อความหลอกๆ แต่เอาเรื่องของ Mori มาเขียนเป็นภาษาโปรตุเกสจริงๆ ตามภาษาของคนทำ มีท่อนหนึ่งบอกว่ากลีบแมกโนเลียที่เธอจัดเรียงเป็นก้นหอยมาจากความเข้าใจเรื่องอิเคบานะ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นศิลปะเชิงสถาปัตยกรรม
ในชุดยังมีของให้เล่นอยู่พอควร ทั้งตัวเลขสามแบบ ตัวอักษรที่ปรับตามการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ แอมเปอร์แซนด์ตัวสำรอง และลิเกเจอร์ทั้งชุดมาตรฐานกับชุดที่ต้องเปิดเอง ราคาเริ่มที่ 50 ยูโรต่อสไตล์ ยกชุดแปดตัว 280 ยูโร
สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวหลังดูจบคือประโยคที่เขาเรียงไว้ในสเปซิเมนเองว่าความสง่าไม่ได้เดินทางมาหาเรา มันอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว รอให้เสียงรบกวนออกไปก่อน
ข้อมูล: Flavia Zimbardi, Typecache
Photo credit: Flavia Zimbardi
ชวนดูของในเว็บ

แหวน Daydream ของชิ้นเล็กที่ทำงานแบบเดียวกับน้ำหนัก Hairline คือไม่ได้ตะโกน แต่คนที่เห็นจะเห็น
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


