เส้นขนสีน้ำตาลไหลไปตามส่วนโค้งของเครื่องหมาย & จนมันดูเหมือนสัตว์ที่ยังหาหัวไม่เจอ งานของ David McLeod ทำให้เราอ่านสัญลักษณ์ที่คุ้นตาช้าลงนิดหนึ่ง ก่อนจะคิดต่อว่า ถ้าลูบย้อนแนวขนตรงนั้น มันจะรู้สึกยังไง ทั้งที่สิ่งตรงหน้าเป็นภาพดิจิทัลล้วน ๆ

McLeod เป็นศิลปินและนักออกแบบที่ทำงานทั้งภาพสามมิติ ตัวอักษร และภาพเคลื่อนไหว พื้นฐานของเขามาจากกราฟิกดีไซน์ แต่พอดูผลงานในเว็บไซต์ เราจะเห็นว่าเขาสนใจมากกว่ารูปร่างที่อ่านออกหรือสีที่จัดเข้ากัน เขาทำให้พื้นผิวมีบทบาทจนบางครั้งเราอยากสัมผัสงานก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
เครื่องหมายหนึ่งตัว เปลี่ยนอารมณ์ได้ด้วยขน
ชุด Amfursands เริ่มจากเครื่องหมายแอนด์ที่เขาเคยออกแบบตอนเรียนมหาวิทยาลัย แล้วกลับมาเจอในไฟล์เก่า McLeod เล่าไว้กับ BearBooks ว่าเขานำมันมาลองวิธีทำภาพสามมิติ รวมถึงการจำลองขน จากนั้นจึงทดลองพื้นผิวขนแบบต่าง ๆ เพื่อดูว่ามันเปลี่ยนบุคลิกของสัญลักษณ์เดิมได้แค่ไหน
ภาพนี้ยังอ่านเป็นเครื่องหมาย & ได้ แต่ขอบที่ควรคมกลับฟุ้งออก เส้นขนมีทั้งช่วงที่เรียบไปทางเดียวกันและช่วงที่แยกเป็นกระจุก ตรงรอยโค้งจึงดูเหมือนมีน้ำหนัก เราเห็นของคุ้นเคยสองอย่างพร้อมกัน คือสัญลักษณ์บนแป้นพิมพ์กับขนที่น่าจะสัมผัสได้ ความแปลกอยู่ตรงที่สองอย่างนี้ไม่น่ามาอยู่ในร่างเดียวกัน

ความนุ่มที่ยังไม่ได้แตะ
พอมาเป็น Softbodies ขนหายไป เหลือก้อนสีส้มผิวมันที่เบียดอัดกันอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม บางก้อนยุบตรงขอบ บางส่วนโป่งออกมารับแสง รูปร่างไม่ได้บอกชัดว่าเป็นขนมหรือของเล่น แต่รอยย่นเล็ก ๆ ทำให้เราเดาแรงกดได้ ถ้ามันแข็งจริง ก้อนข้าง ๆ คงดันให้เป็นรูปนี้ไม่ได้
ความรู้สึกว่านุ่มจึงเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างก้อน ไม่ได้มาจากผิวเงาเพียงอย่างเดียว ลองมองช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างมัน เราจะเริ่มเห็นว่าก้อนไหนเบียดก้อนไหนอยู่ ภาพไม่มีมือให้เทียบขนาด และไม่มีโต๊ะให้วาง แต่เรายังนึกถึงแรงบีบได้จากประสบการณ์ที่เคยจับของจริง

Fuzzy Feelings ใช้ขนอีกครั้ง คราวนี้เป็นรูปทรงป้อมที่ไม่มีชื่อเรียกชัด ๆ สีชมพู ม่วง และเขียวไหลผ่านพื้นผิวเดียวกัน พอไม่มีตัวอักษรให้เกาะ สายตาเราก็ไปอยู่กับทิศทางของขนและรอยเว้าแทน จะมองเป็นก้อนขนหรือสิ่งมีชีวิตประหลาดก็ได้ ภาพไม่ได้รีบบอกให้เลือกคำตอบเดียว
ทั้งสามงานทำให้เห็นว่าพื้นผิวไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนตกแต่งท้ายงาน มันเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจรูปทรงได้เลย เส้นโค้งเดียวกันอาจดูเชื่องเมื่อมีขน ดูลื่นเมื่อสะท้อนแสง หรือดูหนักเมื่อส่วนล่างถูกกดจนแบน เราอ่านลักษณะเหล่านี้แทบจะทันที โดยไม่ต้องรู้ชื่อเครื่องมือที่ใช้สร้างมัน

เริ่มจากการลอง แล้วค่อยรู้ว่ากำลังหาอะไร
ในบทสัมภาษณ์กับ WePresent เขาอธิบายว่าจุดตั้งต้นมักมาจากความสนใจในเทคนิคการทำงาน พอลองไปสักระยะจึงเริ่มเห็นแนวทางที่พัฒนาเป็นผลงานต่อได้ วิธีนี้เปิดที่ให้ผลลัพธ์ระหว่างทางเข้ามาเปลี่ยนความคิด แทนที่จะกำหนดหน้าตาทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรก
เขายังพูดถึงวัสดุจำลองที่ให้ความรู้สึกคุ้น แต่มีบางอย่างแปลกออกไปเล็กน้อย เราว่านี่เป็นจังหวะที่งานของเขาทำงานกับคนดูได้ดี เพราะถ้าคุ้นทั้งหมด เราอาจเลื่อนผ่าน แต่ถ้าแปลกจนไม่มีอะไรให้เทียบ เราก็อาจไม่รู้จะมองจากตรงไหน ขน รอยย่น และแสงสะท้อนจึงช่วยให้เราเข้าไปดูรูปทรงที่ไม่เคยเห็นได้

ความคุ้นที่ถูกขยับนี้ทำให้นึกถึงงานของ Chris Labrooy ที่ให้เสาไฟพันรอบรถ ทั้งคู่ใช้ภาพดิจิทัลเปลี่ยนสิ่งที่เราคิดว่ารู้จัก ส่วน McLeod ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนเรื่องเกิดอยู่ตรงผิววัตถุ ตรงที่สายตาเริ่มทำหน้าที่แทนนิ้วมือ

พอปิดภาพไป เครื่องหมาย & ก็กลับไปเป็นตัวเล็ก ๆ บนแป้นพิมพ์เหมือนเดิม แต่คราวนี้เราอาจยังจำแนวขนที่โค้งตามตัวมันได้ ของที่ไม่มีตัวตนให้จับ ก็ทิ้งความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัสไว้กับเราได้เหมือนกัน
ผลงานและช่องทางของศิลปิน: David McLeod
อ้างอิง: ประวัติและแนวทางการทำงานของศิลปิน · บทสัมภาษณ์ WePresent · จุดเริ่มต้น Amfursands ใน BearBooks
Photo credit: David McLeod · ภาพผลงานจากเว็บไซต์ศิลปิน
สีอีกแบบบนกระดาษ

โปสการ์ด Floral Childlike Art มีอารมณ์เล่นกับสีที่ต่อจากภาพบนจอได้ ในขนาดเล็กพอจะวางให้เห็นบนโต๊ะ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


