มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ประเทศทั้งประเทศเชื่ออย่างแท้จริงว่าอนาคตเป็นของพวกเขา ญี่ปุ่นในยุค Bubble Era (バブル期) ราวปี 1986–1991 คือช่วงเวลานั้น

เศรษฐกิจพุ่งทะยานจนราคาที่ดินในโตเกียวมีมูลค่ามากกว่าทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย ค่าใช้จ่ายด้านการรับรองของบริษัทญี่ปุ่นพุ่งจาก 3 ล้านล้านเยนต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ ไปแตะ 6.2 ล้านล้านเยนในปี 1992 ตัวเลขที่บอกเล่าวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของยุคนั้นได้ชัดกว่าคำพูดใดๆ

แต่สิ่งที่เหลือรอดจากฟองสบู่ไม่ใช่ตัวเลข มันคือ aesthetic ที่ยังคงหลอกหลอนและหลอกล่อคนรุ่นใหม่จนถึงวันนี้

Hiroshi Nagai - Swimming Pool, City Pop art illustration
Hiroshi Nagai Swimming Pool | ภาพประกอบ city pop ที่สร้างโลกในอุดมคติของญี่ปุ่นยุค Bubble Era

เสียงของเมืองที่ไม่เคยหลับ

City Pop คือ soundtrack ของยุคนั้น เพลงที่ผสมระหว่าง soft rock, funk, disco และ jazz fusion เข้ากับความเป็นเมืองของโตเกียวยุคเฟื่องฟู เนื้อเพลงพูดถึงความโรแมนติกของคนเมือง ความเหงาในคืนที่ขับรถกลับบ้านคนเดียว และแสงนีออนที่กระทบกระจกตึก

Tatsuro Yamashita (山下達郎) ได้รับการยกย่องว่าเป็น King of City Pop เสียงของเขาคือเสียงของฤดูร้อนที่ไม่มีวันจบ ขณะที่ Mariya Takeuchi (竹内まりや) ภรรยาของเขา กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกเมื่อเพลง “Plastic Love” ถูก YouTube algorithm ผลักขึ้นมาให้คนทั้งโลกฟังอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 2010 รีมิกซ์ความยาว 8 นาทีมียอดชมกว่า 22 ล้านครั้ง

City Pop ไม่ได้แค่เป็นเพลง มันคือ mood ทั้งหมด เทปคาสเซ็ต, วิทยุ FM ในรถ, บาร์แสงนีออน, ค่ำคืนในเมืองที่ทุกอย่างดูเป็นไปได้

ภาพวาดของสวรรค์ที่ไม่มีจริง

ถ้า City Pop คือเสียง Hiroshi Nagai (永井博) คือภาพ

นักวาดภาพประกอบผู้สร้าง visual language ให้กับ City Pop ทั้งแนว ปกอัลบั้มของเขาคือโลกในอุดมคติ: สระว่ายน้ำสีฟ้าใส ต้นปาล์มใต้ท้องฟ้าไร้เมฆ สถาปัตยกรรมโมเดิร์นสะอาดตา ไม่มีคนในภาพ มีแต่แสงแดดและเงา

Hiroshi Nagai - A Beautiful Morning, City Pop illustration
Hiroshi Nagai A Beautiful Morning | Americana ผ่านสายตาญี่ปุ่น

งานของ Nagai สำหรับอัลบั้ม A Long Vacation ของ Eiichi Ohtaki กลายเป็นภาพจำของยุคทั้งยุค เป็น Americana ที่มองผ่านสายตาญี่ปุ่น ดึงเอาความมองโลกในแง่ดีแบบอเมริกันยุค 50s มาผสมกับความมั่นใจของเศรษฐกิจฟองสบู่

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพเหล่านี้ไม่ได้วาดญี่ปุ่น มันวาดความฝันของญี่ปุ่น ฝันถึงที่ที่ไม่มีอยู่จริง สถานที่ที่สวยเกินไปจนรู้สึกเหมือนความทรงจำที่ถูกแต่งเติม

เสื้อผ้าในฐานะคำประกาศ

แฟชั่นยุค Bubble Era แบ่งออกเป็นสองขั้วที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ด้านหนึ่งคือ Bodycon (ボディコン) เสื้อผ้ารัดรูปที่เน้นสัดส่วน ผู้หญิงออฟฟิศสวมชุดที่เป็นทั้งชุดทำงานและชุดไปดิสโก้ในคืนเดียวกัน แต่งหน้าเข้ม ผมยาวตรง ภาพจำของ Juliana’s Tokyo และวัฒนธรรมไนต์คลับที่เงินไม่ใช่ปัญหา

อีกด้านคือ DC Brands (Designer & Character Brands) กระแสที่ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Comme des Garçons, Yohji Yamamoto และ Issey Miyake กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลก Rei Kawakubo พา Comme des Garçons ขึ้น Paris Fashion Week ด้วยคอลเลกชันที่ถูกเรียกว่า “Hiroshima chic” เสื้อผ้าสีดำ รูปทรงแปลก ผิวสัมผัสที่ดูเหมือนถูกทำลายแล้วสร้างใหม่

สองสุดขั้วนี้ ความหรูหราที่โอ้อวดกับ avant-garde ที่ท้าทาย อยู่ร่วมกันได้เพราะเศรษฐกิจเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น เมื่อเงินไม่ใช่ข้อจำกัด สิ่งที่เหลือคือจินตนาการ

รถยนต์ในฐานะประติมากรรม

ถ้ามียุคไหนที่รถญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นงานออกแบบชิ้นเอก มันคือยุคนี้

Toyota AE86 ตัวเลือกเริ่มต้นที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นรถสปอร์ต แต่น้ำหนักเบาและระบบขับเคลื่อนล้อหลังทำให้มันกลายเป็นตำนานของวงการ drift และถูกทำให้เป็นอมตะใน Initial D

Nissan Skyline R32 GT-R รถที่ได้ฉายา “Godzilla” จากสมรรถนะที่ทำให้ซูเปอร์คาร์ยุโรปต้องหันมอง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ATTESA E-TS คือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย

Hiroshi Nagai - Coastline at Lover's Point
Hiroshi Nagai Coastline at Lover’s Point | ถนน ทะเล และรถ องค์ประกอบที่ซ้ำในจินตนาการของยุค Bubble

Honda NSX รถที่ Ayrton Senna ช่วยทดสอบและปรับแต่ง ใช้ตัวถังอะลูมิเนียม monocoque รุ่นแรกของโลก น้ำหนักต่ำกว่า 1,400 กิโลกรัม สิ่งที่ทำให้ NSX แตกต่างไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่เป็นปรัชญาที่ว่ารถสปอร์ตไม่จำเป็นต้องทรมานคนขับเพื่อจะเร็ว

Pop-up headlights, ท่าทางกว้างต่ำ, เส้น beltline ที่ต่ำจนเห็นท้องฟ้าได้มากกว่า รถยุคนี้ออกแบบด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชัน แต่ผลลัพธ์คือ aesthetic ที่ไม่มียุคไหนทำซ้ำได้

ทำไมเรายังกลับมาเสมอ

มีบางอย่างในยุค Bubble Era ที่ยุคดิจิทัลไม่สามารถจำลองได้

แสงนีออนมีความอบอุ่นที่หน้าจอ LED ไม่มี เสียงเพลงจากเทปคาสเซ็ตมีน้ำหนักที่ streaming ไม่เคยให้ เมืองในยุคนั้นทันสมัยแต่ยังคง “ขนาดของมนุษย์” มีตรอกซอกซอย มีบุคลิก มีชีวิต

Gen Z ที่โตมากับอัลกอริทึมและฟีดที่ไม่มีวันจบ กลับหลงใหลในยุคที่ทุกอย่างดูเป็นรูปธรรมมากกว่า ยุคที่ซื้อเทปเพลงได้, ถือนิตยสารได้, จับต้องความสวยงามได้

แต่สิ่งที่เราโหยหาอาจไม่ใช่ตัวยุคสมัย มันคือความรู้สึกที่ว่าอนาคตเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว

ฟองสบู่แตกไปแล้ว แต่ aesthetic ที่มันทิ้งไว้กลับอยู่นานกว่าเศรษฐกิจที่สร้างมันขึ้นมา และนั่นอาจเป็นสิ่งที่บอกเราได้มากที่สุดว่า ดีไซน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่รอดเพราะเงิน แต่เพราะอารมณ์ที่มันจับเอาไว้ได้

Photo credit: Hiroshi Nagai Paintings reproduced for editorial commentary

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio
ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด