เชิงเล็ก ๆ ที่ปลายตัวอักษรทำให้คำเดิมดูเปลี่ยนไปได้ ฟอนต์ PP Fragment มีจังหวะให้เราลองสังเกตเรื่องนี้อยู่หลายแบบ ตั้งแต่ตัวไม่มีเชิงที่ดูตรงไปตรงมา ไปจนถึงเส้นหนาบางที่ต่างกันชัด และแบบกึ่งกลางที่ยังตัดสินใจเรียกมันว่าเซริฟได้ไม่เต็มปาก พอวางคำเดียวกันข้างกัน เราเลยไม่ได้ดูแค่ความหนา แต่เริ่มเห็นว่าปลายเส้นมีผลกับน้ำเสียงของคำแค่ไหน

Fragment เป็นผลงานของ Francesca Bolognini และ Mat Desjardins จาก Pangram Pangram โรงหล่ออธิบายว่าต้นทางมาจากตัวอักษรและป้ายเก่า แต่สิ่งที่เราอยากชวนดูคือวิธีเอารูปทรงเหล่านั้นมาทำเป็นชุดเครื่องมือสำหรับงานวันนี้ งานเดียวอาจต้องใช้ทั้งชื่อใหญ่บนโปสเตอร์ ข้อความบนหน้าเว็บ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนยังต้องอ่านให้จบ
ระหว่างมีเชิงกับไม่มีเชิง ยังมีที่ให้เลือก
ตระกูลนี้แบ่งเป็น Sans, Serif, Glare และ Text ฝั่ง Sans ไม่มีเชิง ส่วน Serif ใช้ความต่างของเส้นหนากับเส้นบางเป็นบุคลิกหลัก ขณะที่ Glare อยู่ระหว่างสองฝั่ง โรงหล่อเรียกมันว่า mid-serif หรือเซริฟกึ่งกลาง คำนี้ช่วยให้เรามองหาสิ่งที่เล็กกว่าการแบ่งฟอนต์เป็นแค่สองกลุ่ม

สำหรับเรา Glare คือจุดที่ทำให้การเลือกฟอนต์สนุกขึ้น สมมติว่าชื่อบนปกใช้เซริฟแล้วดูแต่งตัวมากไป แต่พอเปลี่ยนเป็นซานส์กลับรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง การมีตัวเลือกตรงกลางช่วยให้ลองต่อได้ โดยไม่ต้องกระโดดไปหาฟอนต์อีกตระกูลทันที นี่เป็นข้อเสนอเรื่องการใช้งาน ไม่ใช่กฎว่าฟอนต์แบบไหนควรให้อารมณ์อะไรตายตัว
ชื่อเดียวกันยังเปลี่ยนความรู้สึกตามขนาด ช่องไฟ และพื้นที่ว่างรอบคำด้วย ถ้าวางตัวใหญ่จนเกือบเต็มหน้า ปลายเส้นก็กลายเป็นสิ่งที่คนมองเห็นก่อน แต่เมื่อย่อคำลง รายละเอียดเดียวกันอาจเบาลงจนต้องตั้งใจดู ภาพตัวอย่างจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ส่วนคำตอบจริงต้องลองกับข้อความของเราเอง
ตัวเลือกเยอะ ต้องรู้ด้วยว่าจะให้แต่ละตัวทำอะไร
หน้าโรงหล่อแยก Sans, Glare และ Serif ไว้ตระกูลละ 18 สไตล์ รวมตัวเอียง ส่วน Text มี 10 สไตล์ และมีไฟล์ variable ให้ปรับได้ด้วย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าต้องใช้ให้ครบในงานเดียว แต่มันเปิดทางให้กำหนดบทบาทต่างกัน โดยยังทำงานอยู่กับครอบครัวตัวอักษรเดียวกัน

ถ้าลองกับโปสเตอร์คอนเสิร์ต เราอาจให้ Glare รับหน้าที่ชื่อวง แล้วใช้ Text จัดวัน เวลา และสถานที่ เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่าคู่นี้สวยที่สุด แต่อยู่ที่คนควรเห็นอะไรเป็นอย่างแรก และหาอะไรเจอเป็นอย่างถัดไป ฟอนต์ที่มีบุคลิกมากก็ยังต้องยอมให้ข้อมูลทำงานของมัน
ประเด็นนี้ต่อกับ Enfilade ที่คิดเผื่อทั้งชื่อใหญ่และบรรทัดเล็กบนโปสเตอร์ ได้พอดี ทั้งสองเรื่องทำให้เราหันกลับมาดูระยะอ่าน แต่ Fragment เสนอการแบ่งบทบาทผ่านหลายตระกูลย่อย การเลือกจึงเริ่มจากหน้าที่ของข้อความ แล้วค่อยไล่หาน้ำเสียงที่เหมาะกับงาน

เปลี่ยนแค่บางตัว ก็พอให้คำขยับ
ในหน้า Glare และ Text ยังมีตัวอักษรทางเลือก เช่น Q, R, a, k และ t รวมถึงชุดที่โรงหล่อตั้งชื่อว่า Funky และตัวเชื่อมบางคู่ รายละเอียดพวกนี้เหมาะกับการทดลองในคำสั้น ๆ เพราะเรามองเห็นผลได้ทันทีว่าตัวไหนดึงสายตา และตัวไหนทำให้จังหวะทั้งคำสะดุด
เวลาออกแบบชื่อหรือพาดหัว เราไม่จำเป็นต้องเปิดทุกลูกเล่นพร้อมกัน ลองเปลี่ยนทีละตัวแล้วถอยมาดูทั้งคำ บางครั้งตัวอักษรที่ชอบเมื่ออยู่เดี่ยว ๆ กลับแย่งความสนใจจากคำที่อยากให้คนอ่าน การเลือกเก็บบางตัวไว้ธรรมดาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเหมือนกัน

ถ้าเอามาใช้ในงานภาษาไทย ต้องคิดเรื่องฟอนต์ไทยที่วางคู่กันต่อด้วย รายการภาษาบนหน้าสินค้าไม่ได้ระบุภาษาไทย เราจึงไม่ควรเห็นตัวเลือกมากแล้วเข้าใจว่าจบทั้งงานในไฟล์เดียว ลองวางชื่อภาษาอังกฤษคู่กับข้อมูลไทยจริง ดูขนาดที่รู้สึกเสมอกันและช่องว่างระหว่างบรรทัด ก่อนตัดสินจากภาพตัวอย่างเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่อยากเก็บจาก Fragment คือเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเปลี่ยนฟอนต์ทั้งชุด บางทีคำตรงหน้าอาจไม่ได้ต้องการบุคลิกใหม่ทั้งหมด แค่ปลายเส้นอีกแบบ หรือตัวอักษรหนึ่งตัวที่ยอมถอยให้เพื่อนข้าง ๆ ก็พอแล้ว
ดูตัวอักษรและทดลองข้อความได้ที่ PP Fragment โดย Pangram Pangram
อ้างอิง: Fragment Collection, Fragment Glare และ Fragment Text รายละเอียดฟอนต์จากโรงหล่อ ส่วนข้อเสนอการจัดหน้าคือมุมมองของผู้เขียน
Photo credit: Pangram Pangram Foundry · ภาพสินค้าจากร้าน Portjolio
ตัวอักษรที่ออกไปกับเรา

Inspo Gone Creativity Tee ชวนดูงานกราฟิกบนเสื้อเป็นอีกพื้นที่ให้คิดเรื่องข้อความและการจัดวางต่อจากหน้ากระดาษ
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


