ลองนึกดูเล่นๆ ว่าของชิ้นไหนในบ้านที่เราแตะมันบ่อยที่สุด ไม่ใช่รีโมท ไม่ใช่ลูกบิดประตู คำตอบน่าจะเป็นสวิตช์ไฟ วันละหลายสิบครั้ง ปีละหลายพันครั้ง แล้วก็เป็นของชิ้นที่เราแทบไม่เคยมองหน้ามันเลย แผ่นพลาสติกสีขาวเหลี่ยมๆ ที่ติดมากับบ้าน ใครมาอยู่ก็ได้อันเดิม

KOVR Studio สตูดิโอเล็กๆ จากเมืองลีลทางเหนือของฝรั่งเศส ไปสะดุดตรงนี้พอดี งานของเขาคือฝาครอบสวิตช์ไฟ ที่สวมทับแผ่นขาวๆ ของเดิมลงไปตรงๆ ไม่ต้องใช้ไขควง ไม่ต้องใช้กาว ไม่ต้องแตะสายไฟสักเส้น กดเข้าก็ติด ดึงออกก็หลุด
เขาเปลี่ยนโจทย์ ไม่ได้เปลี่ยนของ
ปกติถ้าอยากได้สวิตช์สวยๆ ทางเลือกมีทางเดียวคือเปลี่ยนตัวสวิตช์ทั้งชุด ซึ่งแปลว่าต้องตัดไฟ ต้องรื้อผนัง ต้องเรียกช่าง ราคาก็อีกเรื่อง และถ้าเช่าบ้านอยู่ก็จบเลย เจ้าของบ้านไม่ให้ทำอยู่แล้ว

KOVR เลยไม่แตะเรื่องไฟฟ้าเลยสักนิด เขาถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วบอกว่านี่เป็นเรื่องผิวหน้า ไม่ใช่เรื่องระบบ พอคิดแบบนั้นได้ ของก็กลายเป็นฝาครอบธรรมดาที่ใครก็ติดเองได้ ที่สำคัญคือมันย้อนกลับได้ วันไหนเบื่อสีก็ถอด วันย้ายออกก็เอาของเดิมคืนเจ้าของบ้านได้ครบ
ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่การตัดสินใจว่า "ปัญหานี้คือปัญหาอะไรกันแน่" มักเป็นจุดที่ตัดสินว่างานออกแบบชิ้นนั้นจะไปถึงคนได้กี่คน
พลาสติกจากแป้งข้าวโพด ที่เลือกมาเพราะมันยอมงอ

วัสดุที่ใช้คือ PLA+ พลาสติกฐานชีวภาพที่ทำจากแป้งข้าวโพด ซึ่งฟังแล้วเหมือนเลือกมาเพราะอยากดูรักษ์โลก แต่เหตุผลที่เขาให้เป็นเรื่องกลไกล้วนๆ คือ PLA+ มันทั้งแข็งและยอมงอไปพร้อมกัน ของชิ้นนี้ต้องโดนกดเข้าดึงออกซ้ำๆ ถ้าใช้พลาสติกที่แข็งอย่างเดียว ขาที่เกี่ยวไว้จะหักตั้งแต่ครั้งที่สิบ
ของทุกชิ้นพิมพ์ขึ้นมาทีละชิ้นในเวิร์กช็อปที่ลีล แล้วมาเก็บงานด้วยมือต่ออีกที ผิวที่ได้เลยเป็นผิวด้านมีเกรนหยาบนิดๆ ไม่ใช่ผิวเงาเรียบแบบพลาสติกฉีดแม่พิมพ์ ซึ่งพอเอาไปแปะบนผนังทาสีก็กลืนกับผนังมากกว่าที่คิด
ทำไมถึงมีตั้งแปดสี

ตรงนี้คือส่วนที่เราชอบ ถ้าเป็นการผลิตแบบเดิมคือฉีดแม่พิมพ์ ของแบบนี้จะมีสีขาวกับสีดำจบ เพราะแม่พิมพ์หนึ่งชุดแพงมาก ต้องขายให้ได้เป็นหมื่นชิ้นถึงจะคุ้ม ไม่มีใครกล้าทำสีเขียวมะกอกหรือสีแดงเบอร์กันดีออกมาขายหรอก เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อกี่คน
พอเปลี่ยนมาพิมพ์สามมิติ ต้นทุนตรงนั้นหายไป การทำสีที่สิบห้าเพิ่มขึ้นมาแทบไม่ต่างจากการทำสีแรก เขาเลยทำออกมาได้ทั้งส้ม เหลืองอ่อน เขียวเข้ม เขียวมะกอก ฟ้าหม่น น้ำเงินเกือบดำ แดงเบอร์กันดี ชมพู แถมปุ่มกลมตรงกลางยังเป็นคนละสีกับตัวฝาอีก ชมพูเข้มคู่ชมพูอ่อน ส้มคู่เหลือง
มันเป็นรายละเอียดที่เกิดขึ้นได้เพราะวิธีผลิตเปิดทางให้ ไม่ใช่เพราะดีไซเนอร์เก่งกว่าเมื่อก่อน คล้ายกับที่เราเคยเล่าเรื่อง ที่วางแปรงสีฟันทรงแจกันของ TENT คือของใช้ในบ้านที่ไม่มีใครคิดจะออกแบบ พอมีคนคิดจริงจังขึ้นมาก็เปลี่ยนอารมณ์ของทั้งมุมนั้นได้
ของที่ต้องไม่เด่นเกินไป

Marie D. คนก่อตั้งสตูดิโอพูดไว้สั้นๆ ว่ารายละเอียดเล็กๆ มีผลต่อความกลมกลืนของห้องทั้งห้อง ซึ่งพอไปดูรูปที่เขาถ่ายในห้องจริงก็เข้าใจ สวิตช์สีน้ำเงินอันนั้นไม่ได้ตะโกน มันแค่ไปอยู่โทนเดียวกับชั้นวางกับเบาะม้านั่ง แล้วแผ่นขาวที่เคยเป็นจุดสะดุดตาก็หายไป
นี่คงเป็นเส้นที่ของแบบนี้ต้องเดินให้ดี เพราะสวิตช์ไฟที่ออกแบบมาสวยเกินไปจะกลายเป็นของประดับ แล้วเราจะเริ่มไม่อยากเอานิ้วไปกดมัน ของที่ดีในหมวดนี้คือของที่ทำให้เราหยุดมองหนึ่งวินาทีตอนเห็นครั้งแรก แล้วหลังจากนั้นก็กลับไปกดมันแบบไม่คิดอะไรเหมือนเดิม
สิ่งที่เหลืออยู่คือคำถามว่าในบ้านเรายังมีของแบบนี้อีกกี่ชิ้น ของที่แตะทุกวันจนไม่เห็นมันแล้ว
ข้อมูล: designboom, KOVR Studio
Photo credit: KOVR Studio via designboom
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Daisy Dot Plate จานใบเล็กที่ปั้นทีละใบ ก็เป็นของใช้ประจำวันอีกชิ้นที่คนทำเลือกจะใส่ใจกับมัน ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


