ถ้าเอานิ้วลูบไปบนแก้วมัคใบนี้ มันจะไม่ลื่น ผิวด้าน สากนิด ๆ เหมือนดินที่เพิ่งแห้ง ไม่มีชั้นเคลือบใสมันวาวแบบที่เราคุ้นจากถ้วยกาแฟทั่วไป คอลเลกชันใหม่ของ JW Anderson กับ Wedgwood เลือกจบงานไว้แค่นั้น แล้วปล่อยให้เนื้อดินพูดเอง

ของที่ออกมาคือแก้วมัคจับคู่สี ปล่อยขายวันที่ 18 กันยายน 2026 ชุดละ 300 ปอนด์ ทำมือที่โรงงานบาร์ลาสตันในสแตฟฟอร์ดเชียร์ อังกฤษ เนื้อเป็นสโตนแวร์ชนิดที่ Wedgwood เรียกว่าแจสเปอร์
ร่องที่เกิดจากเครื่องกลึง ไม่ใช่มือปั้น
ร่องขนานที่วิ่งรอบตัวแก้วไม่ได้เกิดจากการกดนิ้วลงบนดิน มันมาจากเครื่องกลึงแบบ engine-turning ซึ่ง Josiah Wedgwood หยิบมาจากงานโลหะแล้วดัดแปลงให้ใช้กับเซรามิกตั้งแต่ปี 1763
หลักการคือให้ชิ้นงานหมุนบนแกนที่สั่นเป็นจังหวะ ใบมีดจึงกินเนื้อดินเป็นคลื่นสม่ำเสมอแทนที่จะเป็นเส้นตรง สมัยนั้นมันคือเทคโนโลยีการผลิต ไม่ใช่ลวดลาย แต่พอเวลาผ่านไปสองร้อยกว่าปี ร่องพวกนี้กลายเป็นลายเซ็นของโรงงานไปแล้ว

แจสเปอร์เองก็เป็นของที่ Josiah Wedgwood คิดขึ้นในทศวรรษ 1770 จุดเด่นของมันคือเผาแล้วไม่ต้องเคลือบ ผิวออกมาด้านแบบบิสกิต แล้วผสมสีลงไปในเนื้อดินตั้งแต่แรก ไม่ได้ทาทับทีหลัง แปลว่าสีที่เห็นคือสีของก้อนดินจริง ๆ ไม่ใช่ฟิล์มบาง ๆ ที่ลอยอยู่ข้างบน

ถ้วยกรีกอายุสองพันห้าร้อยปีในบ้านของคนออกแบบ
ทรงของแก้วไม่ได้มาจากกระดาษเปล่า Jonathan Anderson เก็บเซรามิกเป็นงานอดิเรกมานาน และรอบนี้เขาหยิบถ้วยกรีกจากศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาลในคอลเลกชันส่วนตัวมาเป็นตัวตั้ง
สิ่งที่ตกทอดมาถึงแก้วใบนี้คือสัดส่วน ตัวแก้วเตี้ยกว่าที่เราคุ้น ปากผายออกเล็กน้อย หูจับเป็นวงกลมเกือบกลมสนิทติดอยู่ค่อนไปทางบน มันจับแล้วรู้สึกเหมือนถือชามมากกว่าถือมัค ซึ่งเป็นท่าที่ต่างจากการเกี่ยวนิ้วเดียวกับหูมัคทรงสูง

สีที่เดินออกไปนอกโรงงาน
สี่คู่สีในชุดนี้แบ่งเป็นสองสายชัดเจน สายแรกคือสีของบ้านตัวเอง Mercury Blue คู่กับ Jasper Blue อ้างอิงเฉดพอร์ตแลนด์และแจสเปอร์ที่ Wedgwood ใช้มาตลอด ส่วน Dark Brown คู่กับ Terracotta คือสีดินดิบที่ไม่ได้แต่งอะไรเลย
สายที่สองเดินออกไปข้างนอก Marsh Green คู่กับ Sage Green มาจากพื้นที่รอบโรงงานบาร์ลาสตัน ทุ่งกับพุ่มไม้ที่คนทำงานที่นั่นเห็นทุกวัน และมีอีกคู่คือ Shadow Grey กับ Meadow Green ที่ขายเฉพาะที่ Harrods
เราชอบตรงที่พาเลตต์มันไม่ได้ถูกเลือกให้ถ่ายรูปสวย มันเป็นสีที่อธิบายได้ว่ามาจากไหน ซึ่งเป็นคนละวิธีคิดกับการเอาดีไซเนอร์ไปแปะโลโก้บนของเดิม ในแง่นี้มันใกล้กับ งานที่ Kris Van Assche ทำกับ Serax คือคนแฟชั่นเข้าไปยุ่งกับกระบวนการ ไม่ใช่แค่หน้าตา

นี่เป็นรอบที่สองที่สองฝ่ายทำงานด้วยกัน รอบแรกวางเส้นไว้แล้วว่าจะไม่เอาลายเอาทองเข้ามาเกี่ยว รอบนี้เลยเดินต่อไปทางเดิมได้เลย ไม่ต้องอธิบายตัวเองใหม่ ซึ่งหายากสำหรับงานคอลแลบที่ส่วนใหญ่มีรอบเดียวแล้วจบ
อีกเรื่องที่ควรพูดถึงคือจังหวะของมันกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารช่วงนี้ ของใช้บนโต๊ะเมื่อสิบปีก่อนวิ่งไปทางเคลือบมันเงาสีขาวสะอาด ถ่ายรูปแล้วสว่าง ล้างง่าย ดูใหม่ตลอด ส่วนสิ่งที่คนหยิบขึ้นมาถือตอนนี้กลับเป็นผิวที่มีเนื้อ มีรูพรุน มีสีที่ไม่สม่ำเสมอ ของที่ดูเหมือนคนทำ แก้วชุดนี้ยืนอยู่ตรงกลางพอดี คือผลิตด้วยเครื่องจักรที่แม่นยำมาก แต่จงใจจบผิวไว้ที่จุดซึ่งยังเห็นว่ามันเคยเป็นดิน
อีกอย่างที่แอบชอบคือการขายเป็นคู่ ไม่ได้ขายใบเดียว ไม่ได้ขายเป็นเซ็ตหกใบแบบชุดรับแขก ขายสองใบ ซึ่งเป็นจำนวนที่ตรงกับการดื่มกาแฟตอนเช้าของคนสองคนพอดี

ของที่ไม่เคลือบมีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่ง คือมันดูดคราบ กาแฟหยดลงไปแล้วจะทิ้งรอยไว้ ใช้ไปนานเข้าสีจะไม่เหมือนวันแรกแน่นอน คำถามคือเรามองว่านั่นคือของเสีย หรือคือบันทึกว่าใครดื่มอะไรไปบ้าง
ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Shoreline Yunomi Cup ถ้วยไม่มีหูที่ต้องประคองด้วยสองมือ อีกวิธีหนึ่งของการทำให้คนถือช้าลง
อ้างอิง: Hypebeast, Wedgwood
Photo credit: JW Anderson x Wedgwood (press)
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


