บนสเปซิเมนของ Puerile Display มีบรรทัดเล็ก ๆ อยู่ข้างบนที่บอกสเปกไว้สั้น ๆ ว่า display, civilité type, single weight, style sets, contextual alternatives, 300+ glyphs อ่านผ่าน ๆ ก็เหมือนฟอนต์ทั่วไป จนไปสะดุดคำที่สอง เพราะ civilité ไม่ใช่ชื่อสไตล์ที่คนสมัยนี้เอามาใช้กันบ่อย ๆ

ฟอนต์ตัวนี้เป็นงานของ Alister Shapley ภายใต้ Applied Systems Design Studio ปล่อยออกมาปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้ มีน้ำหนักเดียว อักขระสามร้อยกว่าตัว ราคาเริ่มที่ห้าสิบเหรียญ ข้อมูลเท่านี้ฟังดูเหมือนฟอนต์ดิสเพลย์เล็ก ๆ ของสตูดิโอหนึ่ง แต่ของที่มันไปขุดขึ้นมาต่างหากที่ทำให้เราหยุดดู
ตัวพิมพ์ที่แพ้สงครามไปแล้ว
ย้อนกลับไปกลางศตวรรษที่ 16 ที่เมืองลียง ช่างแกะตัวพิมพ์ชื่อ Robert Granjon ทำตัวพิมพ์ชุดหนึ่งขึ้นมาโดยเลียนลายมือเขียนแบบฝรั่งเศสในยุคนั้น ความคิดของเขาตรงไปตรงมามาก ในเมื่อคนฝรั่งเศสเขียนหนังสือกันแบบนี้ ตัวพิมพ์ของฝรั่งเศสก็ควรหน้าตาแบบนี้ ไม่ใช่ไปยืมตัวโรมันที่มาจากอิตาลี
ชื่อ civilité ไม่ได้มาจากตัวพิมพ์เอง แต่มาจากหนังสือที่มันไปถูกใช้บ่อยที่สุด คือหนังสือสอนมารยาทและสอนอ่านเขียนสำหรับเด็ก ที่มีคำว่า civilité puérile อยู่ในชื่อ เรียกไปเรียกมาคนก็เลยเรียกตัวพิมพ์ตามหนังสือ ส่วนความฝันของ Granjon ที่อยากให้มันเป็นตัวพิมพ์ประจำชาตินั้นไม่เกิด ตัวโรมันชนะขาด แล้ว civilité ก็ค่อย ๆ ถอยไปเป็นของแปลกที่ใช้กับงานเฉพาะทาง

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวพิมพ์หลายตัวในประวัติศาสตร์ แต่ civilité แพ้ด้วยเหตุผลที่ตลกอยู่ คือมันพยายามใกล้ลายมือมากเกินไปจนอ่านยากกว่าลายมือจริง แล้วก็แข็งเกินกว่าจะให้ความรู้สึกว่าเป็นลายมือของใครคนหนึ่ง มันเลยอยู่ตรงกลางที่ไม่ได้อะไรเลยสักทาง
เอากลับมาโดยไม่ต้องแก้ตัวให้มัน
Shapley บอกชัดว่า Puerile Display ไม่ใช่การทำ revival คือไม่ได้ไปวัดของเก่ามาแล้วเขียนใหม่ให้เหมือนเดิม เขาหยิบมาแค่จิตวิญญาณของมัน โดยเฉพาะตัวพิมพ์ใหญ่ที่ในของเดิมบิดเป็นลายจนแทบอ่านไม่ออก แล้วเอามาวางบนสัดส่วนแบบสมัยนี้

ของที่ทำให้ฟอนต์นี้เล่นได้จริงคือชุดตัวอักษรสำรอง ปกหนังสือสเปซิเมนเอามาเล่นตรง ๆ ด้วยการวางตัวเดียวกันสองครั้ง ข้างบนเขียนว่า default ข้างล่างเขียนว่า style set 01 แล้วรูปร่างมันคนละเรื่องกันเลย ตัวหนึ่งยังพอเดาได้ว่าเป็นอักษรอะไร อีกตัวกลายเป็นลายเส้นที่ต้องใช้เวลาถอดรหัส
คนออกแบบฟอนต์ชอบเรียกของแบบนี้ว่าการให้ทางเลือกกับนักออกแบบ แต่จริง ๆ มันคือการวางเส้นแบ่งไว้ว่าคุณจะยอมให้คนอ่านออกแค่ไหน แล้วปล่อยให้คนใช้เป็นคนตัดสินเอง ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับที่ Granjon เจอเมื่อ 470 ปีก่อน ต่างกันแค่ตอนนี้ไม่มีใครคาดหวังให้ฟอนต์แบบนี้ไปเรียงหนังสือทั้งเล่มแล้ว
แต่เขาก็ยังลองเรียงทั้งเล่มอยู่ดี
ในหนังสือสเปซิเมนมีหน้าที่ทำให้เราชอบเป็นพิเศษ เขาเอาฟอนต์ดิสเพลย์ตัวนี้ไปเรียงเป็นเนื้อความยาว ๆ สองคอลัมน์จริงจัง หัวข้อว่า Contemporary systems ตัวเล็กจนขอบตัวอักษรเริ่มกวนกันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำราบอกว่าห้ามทำกับฟอนต์ประเภทนี้

อ่านยากไหม ยากอยู่ แต่มันตอบคำถามที่เราสงสัยได้ตรงกว่าการเอาไปทำหัวข้อสวย ๆ เพราะมันบอกว่าคนทำรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าฟอนต์ตัวนี้ทำได้ทุกอย่าง
ส่วนที่เหลือของสเปซิเมนเป็นงานที่ฟอนต์แบบนี้ทำได้ดีจริง บิลบอร์ดริมถนนอิฐ นามบัตรที่ปูตัวอักษรสีส้มเป็นพื้นแล้ววางตัวดำทับ ถุงผ้าที่ตัวหนังสือกินพื้นที่เกือบทั้งใบ ทั้งหมดเป็นงานที่คนดูผ่าน ๆ สามวินาที ซึ่งเป็นเวลาพอดีที่ความอ่านยากกลายเป็นข้อดี

เราเคยเขียนถึง งานเลตเตอริงนีออนที่ต้องดัดด้วยมือทีละเส้น ซึ่งเป็นอีกทางที่ตัวอักษรพยายามกลับไปหาความเป็นลายมือ ต่างกันตรงที่นีออนได้ความเป็นมือมาจากคนดัดจริง ส่วนฟอนต์แบบ civilité ต้องแกล้งทำเป็นลายมือทั้งที่มันเป็นของที่ผลิตซ้ำได้ไม่รู้จบ

ที่ค้างอยู่ในหัวเราคือ ถ้าตัวพิมพ์ตัวหนึ่งถูกตัดสินว่าล้มเหลวเพราะมันทำงานที่ยุคนั้นต้องการไม่ได้ แล้วอีกสี่ร้อยกว่าปีต่อมางานที่ต้องการเปลี่ยนไป มันยังนับว่าล้มเหลวอยู่ไหม หรือแค่มาถึงก่อนเวลาที่มันจะมีที่ยืน
ข้อมูล: Applied Systems Design Studio, MyFonts, Creative Boom
Photo credit: Applied Systems Design Studio
ชวนดูของในเว็บ

Inspo Gone Creativity Tee ตัวหนังสือบนผ้าเป็นสนามที่ฟอนต์อ่านยากได้เปรียบที่สุด เพราะคนมองแค่แวบเดียวแล้วจำรูปทรงไป
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด


